Pages

Monday, January 14, 2013

กล้วยไม้ หรือ เอื้อง

กล้วยไม้   กล้วยไม้ หรือ เอื้อง เป็นพืชดอกที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยมีประมาณ 880 สกุล และประมาณ 22,000 ชนิดที่มีการยอมรับ(อาจมากกว่า 25,000 ชนิด)[] คิดเป็น 6–11% ของพืชมีเมล็ด[] มีการค้นพบราวๆ 800 ชนิดทุกๆปี มีสกุลใหญ่ๆคือ Bulbophyllum(2,000 ชนิด), Epidendrum (1,500 ชนิด), Dendrobium (1,400 ชนิด) และ Pleurothallis (1,000 ชนิด) สายพันธุ์ของกล้วยไม้ที่ขึ้นและเติบโตในป่าเรียกว่า กล้วยไม้ป่า


กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง

แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา


การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดา ข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง

เพลง ...กล้วยไม้

เพลง ...กล้วยไม้


กล้วยไม้
คำร้อง...ทำนอง พรานบูรพ์
ขับร้อง..อารีย์ นักดนตรี

กล้วยไม้ ของเราแต่เก่าก่อน
อยู่ในดงในดอน เจ้าซ่อนช่อซ่อนใบ
ไกลภู่ ไกลผึ้ง เจ้าอยู่ถึงไหนไหน
ใครจะเด็ด จะดมได้ เราไม่เห็นเลย
ใครจะเด็ด จะดมได้ เราไม่เห็นเลย
โอ้ กล้วยไม้เอย
น่าชื่น น่าเชย เจ้าไม่เคยชอกช้ำ
เช้า สาย บ่าย ค่ำ
ชื่นบ่ช้ำชอกเลย
เดี๋ยวนี้ ดูรึกล้วยไม้
มาชูช่อ ชูใบ บานอยู่ในกระเช้า
ลืมดง ลืมดอย ที่เคยอยู่ก่อน อยู่เก่า
ภู่จะคลึง ผึ้งจะเคล้า ให้เจ้าเฉาลง
ภู่จะคลึง ผึ้งจะเคล้า ให้เจ้าเฉาลง
โอ้ กล้วย ไม้ เอย
เจ้าไม่น่าเลย ที่จะมาไหลหลง
เจ้าลืมสุมทุม พุ่มพง
ลืมดงดอย.. เอย
          คุณพ่อบอกว่า"ชอบ"เพลงนี้เพราะคุณแม่ชอบร้อง..พ่อฉันน่ารักไหม อันไหน"เมีย"ชอบก็ชอบด้วย
          คุณพ่อบอกว่า เพลงนี้เป็นเพลงอมตะของพรานบูรพ์ โดยเป็นเพลงที่ท่านเขียนคำร้องด้วยการใช้"บทกวี"มาเล่นคำ โดยเฉพาะการ"ซ้ำคำ" ที่มีทั้งสัมผัสอักษรและเสียง จึงทำให้เพลงนี้สร้างอารมณ์ของเพลงได้ไพเราะมาก
          คุณพ่อบอกว่า เวลาฟัง ให้ฉัน"ตั้งใจฟังเนื้อเพลง" ที่ใช้คำเพราะๆซ้ำๆ เช้น .."เก่าก่อน" "ไหนไหน" "ชอกช้ำ" "ชูช่อชูใบ" "ไหลหลง" "พุ่มพง" "ดงดอย" "ในดงในดอน" "ไกลภู่ ไกลผึ้ง" "จะเด็ด จะดม" "น่าชื่น น่าเชย" "ชูช่อ ชูใบ" "ลืมดอย ลืมดอน" "ภู่จะคลึง ผึ้งจะเคล้า" และ "ลืมซุ้มพุ่มพง ลืมดงลืมดอย"
          ตอนคุณพ่อเล่าถึงตอนนี้ คุณแม่ก็หยิบแผ่นซีดีที่ซื้อมาเปิดให้ฟัง...ฉันเลยรู้สึกว่าเพราะมากกว่าที่คุณพ่อร้องซะอีก
          คุณแม่เสริมว่า ความจริงเพลงนี้ พรานบูรพ์แต่งให้ผู้ชายขับร้อง เพื่อตัดพ้อต่อว่าหญิงสาวคนรักในชนบท ที่มาหลงเมืองกรุง แต่เมื่อหาคนร้องเป็นผู้ชายไม่ได้ คุณอารีย์ นักดนตรี ซึ่งทำงานที่ช่อง 4 (ปัจจุบันคือช่อง9) จึงนำมาขับร้องและดังติดหูคนไทยตั้งแต่นั้น
          เป็นอีกเพลงที่บ้านฉันชอบฟัง ...แม้ตอนบันทึกแผ่นครั้งแรกปี 2508 คุณพ่อและคุณแม่ฉันยังไม่เจอกัน..ก็ตาม





Tuesday, November 27, 2012

การดูแลรักษากล้วยไม้

การดูแลรักษากล้วยไม้

ดอกกล้วยไม้ กล้วยไม้ไทยสวยๆ   กล้วยไม้ ดอกสีขาว

ดอกกล้วยไม้ กล้วยไม้ไทยสวยๆ   กล้วยไม้ ดอกสีขาว
การให้น้ำ
          น้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี มีปริมาณเกลือแร่ไม่สูงเกินไป เพราะจะเป็นพิษต่อระบบรากทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ควรรดใน เวลาเช้าหรือบ่าย โดยใช้สายยางต่อกับหัวฉีดแบบฝอยละเอียด ลดการกระแทกที่ทำให้ดอก ใบช้ำ แต่ในช่วงที่ฝนตกหนักควรงดการให้ น้ำ 2-3 วัน รอจนกระทั่งเครื่องปลูกเริ่มแห้งจึงให้น้ำใหม่ ถ้าเป็นฤดูร้อนหรือฤดูหนาวควรรดน้ำให้บ่อยขึ้น
           น้ำ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายสารอาหารต่างๆ เพื่อให้รากของกล้วยไม้สามารถดูดอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ กล้วยไม้ต้องการน้ำที่สะอาดปราศจากเกลือแร่ที่เป็นพิษ มีความเป็นกรดเป็นด่างหรือค่า pH อยู่ระหว่าง 6-7 แต่น้ำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดต่อความต้องการของกล้วยไม้ คือ น้ำสะอาดบริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ มีค่า pH ประมาณ 6.5 น้ำที่มี pH ต่ำกว่า 5.5 หรือสูงกว่า 7 จึงไม่ควรนำมาใช้รดกล้วยไม้ การทดสอบคุณสมบัติความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำแบบง่ายๆ คือ ทดสอบด้วยกระดาษลิสมัส ในการเลี้ยงกล้วยไม้ถ้าน้ำมี pH ต่ำกว่า 5.5 หรือสูงกว่า 7 หากมีความจำเป็นต้องใช้น้ำนี้รดกล้วยไม้ เนื่องจากไม่สามารถหาน้ำที่มีคุณสมบัติดีกว่า ควรทำให้น้ำมี pH อยู่ระหว่าง 6-7 ก่อน ดังนี้
           - น้ำที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 คือน้ำมีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างมาก แก้ไขโดยตักน้ำใส่ภาชนะ เช่น ตุ่มหรือโอ่งไว้แล้วใช้ โซเดียมไฮดร็อกไซด์ ค่อยๆ เทใส่ลงไป แล้วคนให้เข้ากันจนทั่ว ทำการทดสอบระดับ pH จนกระทั่งน้ำมีค่า pH อยู่ระหว่าง 6-7
           - น้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 7 คือน้ำที่มีเกลือแร่ที่เป็นพิษต่อกล้วยไม้ เช่น แคลเซียมไบคาร์บอเนตปนอยู่ในน้ำแสดงว่าน้ำนั้นมีความเป็นด่างมากไม่เหมาะที่จะนำไปรดกล้วยไม้ วิธีแก้หรือทำให้น้ำนั้นมี pH อยู่ที่ 6-7 ก่อน โดยตักน้ำใส่ภาชนะ เช่น ถัง ตุ่มหรือโอ่งไว้ แล้วใช้ กรดไนตริก ค่อยๆ เทใส่ลงไป คนหรือกวนให้เข้ากันจนทั่ว จนกระทั่งน้ำมีค่า pH อยู่ระหว่าง 6-7           วิธีการการให้น้ำ
           วิธีการให้น้ำกล้วยไม้สามารถทำได้หลายวิธี จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ อายุของกล้วยไม้ และความสะดวกของผู้ปลูกเลี้ยงเอง ซึ่งวิธีการให้น้ำมีดังนี้
           - จุ่มน้ำ โดยตักน้ำใส่ภาชนะแล้วนำกล้วยไม้มาจุ่มลงในน้ำ การจุ่มน้ำมีข้อดีคือน้ำจะซึมไปทั่วทุกส่วนของเครื่องปลูก เหมาะกับกล้วยไม้ที่ไม่มีรากเกะกะ เช่น สกุลหวาย สกุลแคทลียา มีเครื่องปลูกแน่น เช่น กาบมะพร้าวอัด ออสมันด้าอัด หรือเครื่องปลูกหนัก เช่น อิฐ กรวด ถ้าเครื่องปลูกเบา เช่น ถ่าน ถ่านจะลอย การรดน้ำวิธีนี้เป็นการล้างเครื่องปลูกให้สะอาดอยู่เสมออีกด้วย ข้อเสียคือการจุ่มน้ำบ่อยๆ อาจทำให้ รากอ่อน หน่ออ่อน ไปกระทบกระแทกกับภาชนะที่ใส่น้ำได้ และถ้ากล้วยไม้มีโรคแมลงอาศัยอยู่ น้ำในภาชนะอาจเป็นพาหะให้โรคแมลงระบาดได้ง่าย และการให้น้ำวิธีนี้ไม่เหมาะกับปริมาณกล้วยไม้มากๆ เพราะเป็นวิธีที่ช้ามาก เหมาะกับกล้วยไม้จำนวนน้อย และปลูกเลี้ยงในที่ไม่ต้องการให้พื้นเฉอะแฉะ เช่นระเบียงบ้าน ริมหน้าต่าง เป็นต้น
           - ไขน้ำให้ท่วม โดยทำโต๊ะปลูกกล้วยไม้ที่ขังน้ำได้ เวลาจะให้น้ำก็ไขน้ำให้ขังเต็มโต๊ะ ทิ้งไว้จนเห็นว่าเครื่องปลูกดูดซับน้ำเพียงพอแล้วจึงไขน้ำออก วิธีนี้ทำได้รวดเร็วกับกล้วยไม้จำนวนมาก ไม่ทำให้กล้วยไม้ไม่บอบช้ำ แต่ป้องกันโรคระบาดจากแมลงได้ยาก
           - ใช้บัวรดน้ำ วิธีนี้มีข้อดีคือต้นทุนต่ำ ส่วนข้อเสียคือถ้ามีกล้วยไม้จำนวนมากจะต้องใช้เวลาในการรดน้ำมาก หรือถ้าขาดความระมัดระวังฝักบัว ก้านบัว อาจจะกระทบต้น กระทบดอกกล้วยไม้ ทำให้กล้วยไม้บอบช้ำได้
           - สายยางติดหัวฉีด การใช้สายยางควรใช้หัวฉีดชนิดฝอยละเอียด การรดน้ำวิธีนี้สะดวก รวดเร็วและทุ่นแรง เหมาะสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เป็นจำนวนมาก
           - สปริงเกอร์ คือการใช้หัวฉีดติดตั้งอยู่กับที่แล้วพ่นน้ำเป็นฝอยให้กระจายไปทั่วบริเวณที่ต้องการ การรดวิธีนี้สะดวกสบายและรวดเร็วที่สุด ข้อเสียคือต้องลงทุนสูงและใช้ได้กับกล้วยไม้ที่มีความต้องการน้ำเหมือนๆ กัน ไม่เหมาะกับการเลี้ยงกล้วยไม้จำนวนน้อย แต่หลากหลายชนิด
           เวลาที่เหมาะสมแก่การให้น้ำ
           การรดน้ำกล้วยไม้ปกติควรรดวันละครั้ง ยกเว้นวันที่ฝนตกหรือกระถางและเครื่องปลูกยังมีความชุ่มชื้นอยู่ การรดน้ำกล้วยไม้ควรรดในเวลาที่แดดไม่ร้อนจัด เวลาที่เหมาะสมคือตอนเช้าเวลาประมาณ 6.00-9.00 น. เพราะนอกจากจะไม่ร้อนแล้วจะมีช่วงเวลาที่มีแสงแดดยาวนาน กล้วยไม้มีความจำเป็นต้องใช้แสงแดดไปช่วยในการปรุงอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ฉะนั้นช่วงเวลากลางวันจึงเป็นเวลาที่กล้วยไม้ต้องใช้รากดูดความชื้นและนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากที่สุด การรดน้ำในเวลาเช้าจึงได้รับประโยชน์มากที่สุด ในการรดน้ำกล้วยไม้ควรรดให้เปียก เพื่อเป็นการชะล้างเศษปุ๋ยที่เหลือตกค้างซึ่งอาจเป็นพิษแก่กล้วยไม้ให้ไหลหลุดไป ไม่ควรรดน้ำแรงๆ หรือรดน้ำอยู่กับที่นานๆ ควรรดแบบผ่านไปมาหลายๆ ครั้งจนเปียกโชก ทั้งนี้เพื่อให้กระถางและเครื่องปลูกมีโอกาสดูดซึมอุ้มน้ำไว้เต็มที่ การรดน้ำกล้วยไม้ควรรดให้ถูกเฉพาะรากกระถางและเครื่องปลูกเท่านั้น ไม่ควรรดน้ำให้ถูกเรือนยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยไม้ที่มีเรือนยอดใหญ่ เช่น กล้วยไม้สกุลแวนด้าและสกุลช้าง เพราะน้ำอาจตกค้างอยู่ที่เรือนยอดซึ่งอาจทำให้เกิดโรคยอดเน่าได้ 

การให้ปุ๋ย
          ให้ปุ๋ยทุก ๆ 7 วัน โดยใช้ปุ๋ยละลายน้ำ สูตรสูง เช่น สูตร 20-20-20 ในระยะเริ่มปลูกควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อช่วยการเจริญเติบโตทางลำต้น และใบเมื่อต้นกล้วยไม้เจริญถึงระยะให้ดอกหรือต้องการเร่งให้ออกดอก ควรใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูงไม่ควรฉีดพ่น ปุ๋ยในช่วงที่มีแดดจัด เพราะจะทำให้น้ำที่ละลายปุ๋ยระเหยไปอย่างรวดเร็วทำให้กล้วยไม้ไม่สามารถดูดปุ๋ยไปใช้ได้ และยังทำให้ความเข้มข้นของปุ๋ยสูงขึ้น อาจทำให้ใบไหม้หลังจากให้ปุ๋ยแล้ว ในวันรุ่งขึ้นต้องรดน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อชะล้างเกลือแร่ของปุ๋ยที่ตกค้างอยู่บนเครื่องปลูกและรากออก
          นอกจากการให้ปุ๋ยแล้ว ผู้ปลูกเลี้ยงต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและยาป้องกันโรคอย่างสม่ำเสมออาจให้พร้อม ๆ กับการรดน้ำหรือให้ปุ๋ย หากมีการระบาดของโรค และแมลงก็ต้องเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับโรคและแมลงชนิดนั้น ๆ

          ปุ๋ย ที่นำมาให้กับกล้วยไม้
          โดยทั่วไปนิยมใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในการปลูกกล้วยไม้ เพราะนอกจากจะละลายน้ำได้ดี สะดวกในการใช้ ยังมีธาตุอาหารครบถ้วนตามความต้องการของกล้วยไม้ด้วย ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้กับกล้วยไม้มี 3 ลักษณะ คือ ลักษณะเป็นน้ำ เป็นเกล็ดละลายน้ำ และเป็นเม็ดละลายช้า
          - ปุ๋ยน้ำ เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารละลายอยู่ในรูปของของเหลว เมื่อต้องการใช้ต้องนำมาผสมกับน้ำตามส่วนที่ระบุบนฉลาก ข้อดีของปุ๋ยน้ำคือละลายง่าย กล้วยไม้สามารถดูดไปใช้ได้เลย ไม่ตกค้างอยู่ในเครื่องปลูก ซึ่งถ้ามีปุ๋ยตกค้างอยู่ในเครื่องปลูกมากอาจเป็นอันตรายต่อกล้วยไม้ได้
          - ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารต่างๆ ที่จำเป็นผสมอยู่ตามสัดส่วน เมื่อจะใช้ต้องนำไปผสมกับน้ำตามสัดส่วนที่ระบุไว้ข้างภาชนะบรรจุปุ๋ย ปุ๋ยผงบางชนิดละลายน้ำได้ดี แต่บางชนิดละลายไม่หมด ปุ๋ยผงจึงไม่เหมาะสำหรับรดกล้วยไม้มากเท่ากับปุ๋ยน้ำ
          - ปุ๋ยเม็ดละลายช้า เป็นปุ๋ยชนิดเม็ดเคลือบที่ภายในบรรจุปุ๋ยไว้เพื่อให้ปุ๋ยค่อยๆ ละลายออกมาอย่างช้าๆ ปุ๋ยชนิดนี้จึงใส่เพียงครั้งเดียวจึงสามารถอยู่ได้นานหลายเดือน จึงทำให้ง่ายในการใช้ ประหยัดแรงงานไม่ต้องใส่บ่อยๆ แต่ปุ๋ยชนิดนี้มีราคาสูง และเหมาะกับกล้วยไม้ที่มีเครื่องปลูกอย่างกล้วยไม้ที่มีระบบรากดินและรากกึ่งอากาศ เช่น แวนด้า หวาย แคทลียา
          วิธีการให้ปุ๋ย
          ระยะแรกของการปลูกกล้วยไม้ควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ เมื่อต้นกล้วยไม้เจริญถึงระยะให้ดอกหรือต้องการเร่งให้ออกดอก ควรใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูงเพื่อกระตุ้นให้กล้วยไม้ออกดอก ปริมาณปุ๋ยที่ใช้ในช่วงฤดูร้อนควรให้ปุ๋ยมากกว่าฤดูหนาวกับฤดูฝน ลูกกล้วยไม้ควรให้ปุ๋ยในอัตราที่อ่อนกว่ากล้วยไม้ใหญ่ ถ้าเป็นต้นที่โตเร็วและได้รับแสงแดดมากต้องให้ปุ๋ยมากกว่าพวกที่โตช้าและเลี้ยงในร่ม การให้ปุ๋ยควรให้สัปดาห์ละครั้ง การรดปุ๋ยกล้วยไม้ควรรดให้ถูกส่วนรากเพราะเป็นส่วนที่ดูดธาตุอาหารและน้ำได้ดีกว่าใบ และไม่ทำให้กล้วยไม้บอบช้ำ
          วิธีการให้ปุ๋ยกล้วยไม้สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
          - รดด้วยบัวรดน้ำชนิดฝอย การให้ปุ๋ยวิธีนี้ถ้ารดกล้วยไม้ที่แขวนราวหลายๆ ราว กล้วยไม้ที่อยู่ราวในๆ จะได้รับปุ๋ยไม่ทั่วถึง วิธีแก้ไขโดยแขวนกล้วยไม้เป็นแถวตามแนวตั้ง ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การรดน้ำหรือรดปุ๋ยด้วยฝักบัวและสะดวกแก่การบำรุงรักษาได้ทั่วถึงด้วย ถ้าใช้วิธีตั้งกล้วยไม้ไว้บนชั้นแล้วการรดน้ำหรือรดปุ๋ยด้วยวิธีนี้จะสะดวกขึ้น
          - พ่นด้วยเครื่องฉีดชนิดฝอย เป็นวิธีที่เหมาะกับทุกลักษณะของกล้วยไม้ ไม่ว่าจะตั้งหรือแขวนกล้วยไม้ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ แต่ควรเป็นเครื่องฉีดชนิดสูบหรืออัดลม ข้อดีคือทำให้กล้วยไม้ได้รับปุ๋ยทั่วถึงโดยไม่เป็นอันตรายหรือบอบช้ำจากการกระทบกระเทือนหรือกระแสน้ำแรงเกินไป
          - วิธีจุ่ม คือการให้ปุ๋ยโดยจุ่มกระถางกล้วยไม้ลงในน้ำปุ๋ยที่ผสมไว้ ข้อดีของวิธีนี้คือไม่เปลืองน้ำปุ๋ยเพราะน้ำปุ๋ยไม่รั่วไหลไปไหนนอกจากติดไปกับกระถางกล้วยไม้ ความชุ่มของน้ำปุ๋ยในกระถางทั่วถึงดี ข้อเสียคือกล้วยไม้บางกระถางอาจมีโรคและแมลงอาศัยอยู่ เมื่อจุ่มลงในน้ำปุ๋ยโรคและแมลงจะปนออกมากับน้ำปุ๋ย เมื่อนำกระถางกล้วยไม้อื่นมาจุ่มจะทำให้ติดเชื้อโรคและแมลงนั้นได้ ฉะนั้นวิธีนี้จึงอาจเป็นสื่อติดต่อของโรคและแมลงได้ง่าย และถ้าหากไม่ใช้ความระมัดระวังแล้วหน่อที่แตกใหม่อาจจะกระทบกับความแข็งของภาชนะที่ใส่ปุ๋ยทำให้บอบช้ำและเน่าได้
          - ปล่อยน้ำปุ๋ยเข้าท่วมกระถางแล้วระบายออก วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้สำหรับการปลูกกล้วยไม้หรือต้นไม้กระถางในเรือนกระจกใหญ่ๆ โดยตั้งกระถางบนโต๊ะที่ทำเป็นอ่างเก็บน้ำได้ เมื่อต้องการให้ปุ๋ยก็ปล่อยน้ำปุ๋ยที่ผสมตามสัดส่วนให้เข้าไปท่วมกระถางกล้วยไม้ตามระยะกำหนดเวลาที่ต้องการ เมื่อเสร็จแล้วก็ระบายน้ำปุ๋ยออก วิธีนี้ถ้านำไปใช้กับบริเวณเนื้อที่ที่มีต้นไม้มากๆ และเป็นบริเวณที่ควบคุมสภาพของธรรมชาติแวดล้อมได้จะได้ผลดี
          - ใช้เครื่องผสมปุ๋ยกับน้ำ เป็นเครื่องผสมปุ๋ยแบบอัตโนมัติที่ใช้ในการผสมปุ๋ยกับน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการ โดยต่อเครื่องเข้ากับท่อน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ ภายในเครื่องมีปุ๋ยละลายน้ำเข้มข้นอยู่ เมื่อรดน้ำ ปุ๋ยก็จะผสมไปกับน้ำแล้วพ่นออกไปสู่กล้วยไม้ผ่านไปทางหัวฉีดทันที เครื่องผสมปุ๋ยนี้สามารถจะปรับหรือตั้งเพื่อให้ปุ๋ยผสมไปกับน้ำตามอัตราความเข้มที่ต้องการได้ จึงเหมาะสำหรับสวนกล้วยไม้ที่มีจำนวนกล้วยไม้มากๆ สำหรับการให้ปุ๋ยชนิดเม็ดละลายช้าทำโดยโรยเม็ดปุ๋ยบริเวณเครื่องปลูกที่ใกล้กับรากของกล้วยไม้ตามสัดส่วนที่ระบุไว้ข้างภาชนะที่บรรจุปุ๋ย
          เวลาที่เหมาะแก่การให้ปุ๋ย
          เนื่องจากสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับการให้ปุ๋ยอยู่มาก เช่น ปุ๋ยจะเป็นประโยชน์แก่กล้วยไม้ได้ต้องมีแสงสว่าง มีความอบอุ่น อุณหภูมิพอเหมาะและมีความชุ่มชื้นพอดี เป็นต้น แสงสว่างหรือแสงแดดที่เป็นประโยชน์แก่กล้วยไม้คือแสงแดดในตอนเช้า ตั้งแต่เช้าจนถึง เวลาประมาณ 11.00 น. หลังจากนี้แสงแดดจะแรงและมีความร้อนสูงเกินไป การรดปุ๋ยในเวลาเช้า แสงแดดจะช่วยให้กล้วยไม้ได้ใช้ปุ๋ยได้เต็มที่ เพราะแสงแดดช่วยผลิตกำลังงานที่จะใช้ดูดปุ๋ยขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างความเจริญเติบโตของกล้วยไม้ การรดปุ๋ยควรรดสม่ำเสมออาทิตย์ละครั้ง เพื่อกล้วยไม้จะได้รับปุ๋ยหรืออาหารอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากวันที่ครบกำหนดให้ปุ๋ยอากาศครื้มฝนไม่ควรรดปุ๋ย เนื่องจากไม่มีแสงแดดช่วยกล้วยไม้ก็ไม่สามารถดูดซึมปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และถ้าหากฝนตกปุ๋ยก็จะถูกชะล้างไปกับฝนโดยที่กล้วยไม้ไม่ได้รับประโยชน์จากปุ๋ยนั้นเลย จึงควรงดการให้ปุ๋ยในวันดังกล่าว และอาจเลื่อนการให้ปุ๋ยไปในวันถัดไป หรืออาจงดให้ปุ๋ยในอาทิตย์นั้นแล้วไปรดในอาทิตย์ถัดไปก็ได้

การเก็บเกี่ยว

          เพื่อให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี ผู้ปลูกต้องกำหนดวันตัดดอกให้แน่นอน แล้วจัดตารางใส่ปุ๋ย -ยาฆ่าแมลงให้เหมาะสม หากให้ปุ๋ยก่อนตัดดอก 1-2 วัน จะทำให้คุณภาพดอกและอายุการปักแจกันลดลง ช่วงเวลาตัดดอกควรตัดในช่วงเข้ามืดโดยใช้มือหักกดลงที่โคนก้านช่อหรือตัดด้วยกรรไกร โดยต้องทำ ความสะอาดกรรไกรทุกครั้ง เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโดยเฉพาะจากเชื้อไวรัส ลักษณะของช่อดอกที่สามารถตัดได้ในกล้วยไม้สกุลหวาย ดอกต้องบาน 3/4 ของช่อดอก, ออนซิเดียมตัดในระยะเหลือดอกตูมที่ปลายช่อ 1-2

             
             

              

                 

 กล้วยไม้

              กล้วยไม้



      แสง  ต้องการแสงแดดรำไร หรือปานกลาง

      น้ำ  ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน / ครั้ง

      ดิน  ดินผสมพิเศษ กาบมะพร้าว

     ปุ๋ย  ปุ๋ยอินทรีย์ผสมพิเศษ หรือปุ๋ยเคมี สูตร 10-10-10 5-10-5 อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก                         ละลายน้ำฉีดพ่นตาม ใบ ควรให้ 1 - 2 เดือน / ครั้ง

การขยายพันธุ์  การแยกหน่อ การปักชำ การเพาะเนื้อเยื่อ

โรค  โรคเน่าดำ (Black not disease)

อาการ  ใบและลำต้นมีรอยเป็นสีดำ ต่อมาทำให้ใบเหี่ยวหลุดร่วง

การป้องกัน   - อย่าให้น้ำแฉะเกินไป
                     - รักษาความสะอาดอุปกรณ์และเครื่องมือปลูก

การรักษา  ตัดหรือทำลายส่วนที่เป็นโรคทิ้ง หรือใช้ 8 ไฮดร๊อคซี่ควิโนลิ่น ซัลเฟต อัตราส่วนและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

โรคเหี่ยว   Fusarium wilt

อาการ  ใบและลำต้น มีสีเหลืองซีด แห้ง บิดงอ

การป้องกัน   - อย่าให้น้ำแฉะหรือมากเกินไป
                    - รักษาความสะอาดอุปกรณ์และเครื่องปลูก


การรักษา   นำต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย

ศัตรู  เพลี้ยไฟ

อาการ  กลีบดอกแห้งและร่วง

การป้องกัน  ใช้ยาคลอเดน 75% อัตราและคำแนะนำการใช้ระบุไว้ตามฉลากฉีดพ่น บริเวณใบและดอกขณะดอกยังตูม

การกำจัด       ใช้ยานิโคตินซัลเฟต 40% อัตราและคำแนะนำการใช้ระบุไว้ตามฉลาก


                                   การขยายพันธุ์
                   การขยายพันธุ์กล้วยไม้เพื่อประโยชน์หลายประการคือ เพื่อเพิ่มปริมาณกล้วยไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้กล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงไว้นานจนเป็นกอใหญ่และมีสภาพทรุดโทรมให้กลับมีการเจริญเติบโตดีขึ้น และเพื่อเป็นการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ให้ได้กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ที่ดีขึ้น การขยายพันธุ์กล้วยไม้สามารถทำได้หลายวิธี แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ ซึ่งในแต่ละแบบแต่ละวิธีมีจุดมุ่งหมายและผลที่ได้แตกต่างกัน
                                     การขยายพันธุ์โดยไม่มีการผสมเกสร
                   หมายถึงการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของกล้วยไม้ที่ไม่ใช่ผลจากการผสมเกสรไปขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก การขยายพันธุ์วิธีนี้จะได้ต้นใหม่ที่มีสายพันธุ์เหมือนต้นพันธุ์เดิมทุกประการ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์กล้วยไม้ต้นที่มีคุณลักษณะดีอยู่แล้ว เช่น มีความสวยงามเป็นพิเศษ หรือมีลักษณะที่เหมาะสมแก่การเป็นกล้วยไม้ตัดดอก
                                             การเพาะเนื้อเยื่อ
                   การเพาะเนื้อเยื่อกล้วยไม้หรือที่เรียกกันว่า "การปั่นตา" เป็นการขยายพันธุ์กล้วยไม้ที่ทำให้ได้ต้นที่มีลักษณะพันธุ์เหมือนเดิมเป็นปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว โดยการนำเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของกล้วยไม้ เช่น ตายอด ตาข้าง ปลายใบอ่อน มาเลี้ยงด้วยอาหารสังเคราะห์ ในสภาพปลอดเชื้อและมีการควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์วิธีนี้อาจมีโอกาสกลายพันธุ์ไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงแต่ก็พบได้ยาก ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงนำไปปลูกได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้วยไม้ ความสมบูรณ์ของหน่อ เทคนิคในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สูตรอาหารสังเคราะห์ และสภาพแวดล้อม
                                          การขยายพันธุ์โดยการผสมเกสรและเพาะเมล็ด
                   การขยายพันธุ์โดยการผสมเกสรนี้อาจทำให้ได้คุณภาพของกล้วยไม้ที่ผสมได้เปลี่ยนไปบ้างแต่ไม่มากนัก การขยายพันธุ์เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของกล้วยไม้ให้ดีขึ้น จำเป็นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่ดีมาผสมกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อนำแวนด้า 2 ต้น ต้นหนึ่งดอกใหญ่ แต่สีไม่สด ช่อดอกไม่ยาว ส่วนอีกต้นหนึ่งดอกเล็ก แต่สีสด ก้านช่อยาว นำมาผสมกัน เพื่อให้ได้กล้วยไม้ที่มีลักษณะดีขึ้น ดอกใหญ่ สีสด ก้านช่อยาวและเลี้ยงง่ายขึ้น แต่ผลที่ได้จะสำเร็จตามต้องการหรือไม่ต้องรอจนกระทั่งกล้วยไม้ที่ผสมใหม่นั้นออกดอก
                   การผสมพันธุ์กล้วยไม้ นอกจากต้องคำนึงถึงดอกกล้วยไม้ที่ต้องบานเต็มที่ การผสมพันธุ์ต้องทำตอนเช้า เวลาที่ไม่มีแสงแดด ฝนไม่ตกแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์หรือไม้ที่ใช้เขี่ยเกสรตัวผู้ต้องสะอาดปราศจากเชื้อรา เมื่อปัจจัยทุกอย่างพร้อมจึงเริ่มทำการผสมพันธุ์กล้วยไม้ โดยนำไม้จิ้มฟันที่สะอาดเขี่ยเกสรตัวผู้ของต้นที่ต้องการให้เป็นพ่อพันธุ์ซึ่งมีเรณูอยู่มากมายใส่ลงที่ยอดเกสรตัวเมียของต้นแม่พันธุ์ซึ่งเป็นแอ่ง ในแอ่งนี้มีน้ำเมือกเหนียวๆ ใสคล้ายแป้งเปียก เมื่อนำก้อนเกสรตัวผู้ใส่ลงไปแล้ว น้ำเมือกจะช่วยให้ก้อนเกสรตัวผู้ติดอยู่ได้ ก้อนเกสรตัวผู้ที่เป็นสีเหลืองจะละลายอ่อนตัวกลืนเข้ากับน้ำเมือก เรณูของเกสรตัวผู้แต่ละเม็ดจะงอกเป็นหลอดเข้าไปในก้านดอกหรือรังไข่ หลอดแต่ละหลอดจะเข้าไปผสมกับไข่ตัวเมีย ไข่นั้นจะเกิดเป็นเชื้อที่สมบูรณ์ แล้วรังไข่ก็จะพองโตเกิดเป็นฝัก ฝักของกล้วยไม้จะแก่ต้องใช้เวลานาน เช่น ฝักของกล้วยไม้สกุลหวายใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ฝักของกล้วยไม้สกุลแวนด้าใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน แต่ถ้าเป็นฝักของฟ้ามุ่ยจะต้องใช้เวลาประมาณ 17-18 เดือน การเพาะฝักกล้วยไม้จะเพาะฝักแก่หรือฝักอ่อนก็ได้ ฝักอ่อนกล้วยไม้มีสีเขียวแต่พอเริ่มแก่จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและเป็นสีน้ำตาลเมื่อแกจัด ขณะที่ฝักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองต้องระวังไม่ให้ถูกน้ำ ฝักกล้วยไม้สุกจะมีสีเหลืองแบบมะนาวสุกแสดงว่าฝักสุก เก็บฝักไปเพาะได้ อย่ารอให้ฝักเป็นสีน้ำตาล เพราะฝักจะแตก
                   การเพาะฝักอ่อนต้องเป็นฝักอ่อนที่มีเชื้อสมบูรณ์แล้ว หลังจากผสมแล้ว ไข่จะกลายเป็นเชื้อที่สมบูรณ์ได้นั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้วยไม้ เช่น หวายประมาณ 45 วัน แวนด้าประมาณ 80-90 วัน หรือใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของระยะฝักแก่ ฝักอาจแก่เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่สิ่งแวดล้อม เช่น แสงสว่าง ความชุ่มชื้น และความสมบูรณ์ เป็นต้น
                   หลังจากการผสมพันธุ์กล้วยไม้จนได้ฝักแล้วจึงนำเมล็ดภายในฝักมาทำการเพาะเมล็ด ฝักแต่ละฝักมีเมล็ดจำนวนมากตั้งแต่ 1,000 - 4,000,000 เมล็ด เมล็ดกล้วยไม้มีลักษณะแตกต่างจากเมล็ดของพืชชนิดอื่นตรงที่มีขนาดเล็กมากจนแทบจะเป็นละออง เพราะภายในเมล็ดไม่มีอาหารสำหรับต้นอ่อนเหมือนเมล็ดพืชอื่นๆ จึงทำไห้เมล็ดกล้วยไม้มีขนาดเล็กมาก ตามธรรมชาติเมล็ดสามารถงอกได้โดยอาศัยเชื้อราบางชนิดที่อาศัยอยู่ตามรากกล้วยไม้ ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆ ให้เป็นอาหารแก่ต้นอ่อน ในสมัยก่อนจึงใช้วิธีหว่านเมล็ดจากฝักแก่ลงบริเวณโคนต้นของกล้วยไม้สกุลเดียวกัน แต่อัตราการงอกตามธรรมชาตินี้มีน้อยมาก ปัจจุบันใช้การเพาะเมล็ดในอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีธาตุต่างๆ ของกล้วยไม้ในปริมาณและสัดส่วนที่พอเหมาะ แต่อาหารดังกล่าวก็เป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศด้วย ดังนั้นการเพาะเมล็ดกล้วยไม้จึงต้องเพาะในขวดเพาะ และอุปกรณ์ต่างๆ ในการเพาะต้องทำให้ปลอดเชื้อจุลินทรีย์ด้วย เพราะเชื้อจุลินทรีย์จะเข้าทำลายเมล็ดกล้วยไม้ได้
                   การเพาะเมล็ดกล้วยไม้อาจเพาะได้ทั้งเมล็ดจากฝักแก่และเมล็ดจากฝักอ่อน ข้อดีของการเพาะเมล็ดจากฝักอ่อน คือ ประหยัดเวลา ไม่ต้องรอจนฝักแก่ ต้นแม่พันธุ์ไม่โทรมเนื่องจากต้องเลี้ยงฝักนาน และป้องกันปัญหาฝักร่วงก่อนกำหนด แต่ข้อเสียของการใช้ฝักอ่อนคือต้องรีบเพาะทันทีหลังจากตัดฝักจากต้น มิฉะนั้นฝักจะเหี่ยวหรือเสีย แต่ถ้าเป็นฝักแก่หากเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นจะสามารถเก็บได้นานเป็นปี

การปลูกและดูแลกล้วยไม้สกุลแวนด้า สกุลช้าง สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ สกุลอะแรคนีส สกุลแรแนนเทอร่า

การปลูกและดูแลกล้วยไม้สกุลแวนด้า สกุลช้าง สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ สกุลอะแรคนีส สกุลแรแนนเทอร่า


กล้วยไม้ ไม้ ดอกที่สวยงาม ออกดอกอยู่ได้นาน ทนทานไม่เหี่ยวและร่วงโรยง่าย มีดอกหลากหลายสีให้เลือกตามชอบใจ การดูแลร้กษาก็ไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจการดูแลที่ถูกต้อง กล้วยไม้ต้องการความชื้นที่เหมาะสม ถ้ามากเกินไปอาจเกิดการเน่าเสียได้ น้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ถ้าเป็นน้ำฝนได้จะดีมากหรือใช้น้ำฝนฉีดพ่นเป็นฝอยละออง ด้วยยิ่งดี กล้วยไม้ต้องการการระบายอากาศที่ดี แต่ไม่ชอบลมเย็นๆมากระทบ หรือถ้าถูกแดดร้อนๆเป็นเวลานานก็อาจเหี่ยวและตายได้ กล้วยไม้ที่สมบูรณ์จะสังเกตุได้ว่าที่ปลายรากจะมีสีขาวหรือสีเขียว ไม่ควรใช้ดินปลูกต้นไม้ หรือปลูกกล้วยไม้ลงดิน เพราะโดยธรรมชาติของกล้วยไม้จะเจริญเติบโตบนต้นไม้อื่นหรือเกาะตามกิ่งไม้ผุ และรากเป็นรากอากาศโดยส่วนมาก ข้อควรระวังไม่ควรใส่ปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้กล้วยไม้ตายเพราะปุ๋ยได้

     การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้โมโพเดียล(สกุลช้าง,แวนด้า,กุหลาบ ฯ)
กล้วยไม้ประเภทโมโนโพเดียล ได้แก่ กล้วยไม้สกุลแวนด้า สกุลช้าง สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ สกุลอะแรคนีส สกุลแรแนนเทอร่า เป็นต้น

กล้วย ไม้เหล่านี้มีการเจริฐเติบโตขึ้นทางส่วนยอดเรื่อยๆ เมื่อลำต้นเจริญเต็มที่หรือยอดถูกตัด มักจะแตกแขนงออกทางด้านข้างของลำต้น ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ใบหุ้มลำต้นมักหนาหรือยาว รากเป็นพวกรากอากาศ มีรากใหญ่ มักพุ่งออกนอกภาชนะที่ปลูก รากยาเกะกะอยู่ในอากาศ การปลูกกล้วยไม้ประเภทโมโนโพเดียล
 วิธีการปลูกกล้วยไม้ประเภทโมโนโพเดียล : มีดังนี้

 1. การขยายพันธุ์กล้วยไม้ประเภทนี้ทำการขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี วิธีแรก ได้แก่ การเพาะเมล็ด เมื่อเจริญเป็นลำต้นแล้วจึงนำไปปลูกในกระถางเดี่ยวหรือกระถางหมู่ จนกระทั่งโตเต็มที่แล้วจึงย้ายปลูกลงในกระถางใหญ่ หรือในกระเช้าไม้สักต่อไป วิธีที่สอง ได้แก่ การขยายพันธุ์โดยการตัดยอดหรือแขนงไปปลูก
 2. ภาชนะที่ใช้ปลูก ที่นิยมใช้กันมีทั่วไป ได้แก่ กระถางทรงเตี้ย กระถางทรงสูง และ กระเช้าไม้สัก
 กระถางทรงเตี้ยใช้ปลูกกล้วยไม้สกุลแวนด้า สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ สกุลช้าง
 การปลูกด้วย กระเช้าไม้สักกล้วยไม้จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกด้วยกระถางทรงเตี้ย
 กระถางทรงสูงใช้ปลูกกล้วยไม้สกุลอะแรคนีส สกุลเนแนนเทอร่า แวนด้าใบร่อง เช่น ที.เอ็ม.เอ.
 3. เครื่อง ปลูกที่นิยมปลูกกันยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ถ่านผสมอิฐหรือกกระถางแตก ตอนบนคลุมด้วยออสมันด้าหรือกระเช้าสีดา เพื่อช่วยเก็บความชื้น หรือจะปลูกด้วยถ่านหรือเศษไม้สักตัดท่อน ๆ อย่างเดียวก็ได้

 4. วิธีการปลูก
 กล้วยไม้เล็ก:ใช้ ปลูกในกระถางเดี่ยวอัดออสมันด้า เมื่อลูกไม้โตแล้วจึงเปลี่ยนเครื่องปลูก โดยปลูกงกระถางทรงเตี้ยขนาดเล็ก เครื่องปลูกที่ใช้ถ่านก้อนเล็กๆ นั้น เมื่อกล้วยไม้เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ค่อยเปลี่ยนกระถางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยการซ้อนกระถางเดิมลงไปในกระถางใบใหญ่ กระถางปลูกกล้วยไม้นี้ จะวางบนโต๊ะหรือแขวนด้วยลวดก็ได้ กล้วยไม้ที่แยกจากกระถางเดี่ยว ถ้าไม่ปลูกลงในกระถาง จะปลูกลงในกระเช้าไม้สักก็ทำได้เช่นกัน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนขนาดของแระเช้าเมื่อกล้วยไม้เติบโตเต็มที่แล้ว

 ถ้าเป็นกล้วยไม้ตัดยอดมา ปลูก:ต้องเลือกภาชนะให้พอเหมาะกับต้น จะเป็นกระเช้าไม้สักหรือกระถางทรงเตี้ยก็ได้ ส่วนเครื่องปลูกนั้นให้ใช้เครื่องปลูกดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อกล้วยไม้ออกราก และรากเริ่มเกาะภาชนะปลูก เครื่องปลูกก็ไม่ค่อยมีความจำเป็นแล้วในตอนนี้ เพราะรากกล้วยไม้จะออกไปอยู่นอกภาชนะปลูกหมด โดยเฉพาะแวนด้าใบนั้นแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปลูกเลย ก็สามารถเจริญงอกงามได้
 กล้วยไม้สกุลอะแรคนีส:สกุล เรแนนเทอร่า แวนด้าใบร่อง มักปลูกลงในกระถางทรงสูงที่เจาะรูไว้ทั่ว เครื่องปลูกที่ใช้ก็จะใช้ถ่านผสมกับกาบมะพร้าว หรือจะใช้ถ่านอย่างเดียวก็ได้ เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ตั้งเลี้ยงไว้บนโต๊ะจะดีกว่าการแขวน 




เอกสารอ้างอิง
http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=559&s=tblplant

การดูแล กล้วยไม้ ในช่วงฤดูฝนนี้


การดูแล กล้วยไม้ ในช่วงฤดูฝนนี้
     ช่วงฤดูฝนนี้ บรรดากล้วยไม้ต่างๆส่วนใหญ่ จะมีการเจริญเติบโตทางลำต้นได้ดีมาก สังเกตได้จาก กล้วยไม้ต่างๆเหล่านั้น จะมีการแตกหน่ออ่อนบริเวณโคนต้น หรือไม่ก็จะมีการแทงยอดอ่อนตรงบริเวณปลายลำต้นต่างๆ
     โดยธรรมชาติแล้ว ต้นกล้วยไม้ตามป่าตามเขาตามดอยต่างๆ ไม่มีใครมาใส่ปุ๋ยให้ กล้วยไม้เหล่านั้น ก็จะได้ปุ๋ยธรรมชาติจากการที่น้ำฝนละลายธาตุในอากาศบางตัวลงมาด้วย คือพวก ไนโตรเจน ที่มีอยู่ในอากาศ จึงคล้ายๆกับว่า กล้วยไม้ ได้ปุ๋ยไนโตรเจนนั่นเอง ซึ่งปุ๋ยไนโตรเจนนี้ จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมการเจริญเติบโตทางลำต้นของกล้วยไม้ได้ดีมาก
     ในกรณีที่ท่านนำกล้วยไม้มาปลูกเลี้ยงไว้ที่บ้าน หากกล้วยไม้ของท่านไม่ค่อยถูกน้ำฝน หรือกล้วยไม้ของท่านเจริญเติบโตมาก เช่น แตกหน่อมาก ลำต้นยืดสูงขึ้นมาก แตกยอดอ่อนมาก เหล่านี้ เป็นต้น ปุ๋ยไนโตรเจนจากธรรมชาติ ย่อมไม่เพียงพอแน่
     ท่านอาจจะมีการให้ปุ๋ยไนโตรเจนสำหรับกล้วยไม้ได้ โดยเป็นปุ๋ยสำหรับใส่กล้วยไม้ ที่มีสูตร เช่น 20-20-20 เป็นต้น ซึ่งจะหมายถึงว่า มีธาตุไนโตรเจน-โปแตสเซียม และฟอสฟอรัส ในอัตราส่วน 20ต่อ20ต่อ20 นั่นเอง
     ปุ๋ยเหล่านี้หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสินค้าเกษตร ควรอ่านวิธีใช้ให้ชัดเจน และเริ่มทีละน้อยๆก่อนนะครับ เพราะถ้าท่านทำพลาดไป เช่น ให้มากเกินไป กล้วยไม้อาจจะได้รับอันตรายจากการให้ปุ๋ยมากเกินไปดังกล่าว จนอาจจะทำให้กล้วยไม้ตายได้นะครับ
 
รูปภาพ ร้านจำหน่ายกล้วยไม้ ในงานกาชาด

คำสำคัญ (keywords): กล้วยไม้

วัสดุใช้ปลูกกล้วยไม้อย่างง่าย


วัสดุใช้ปลูกกล้วยไม้อย่างง่าย

    ถ้าอยากจะปลูกกล้วยไม้ลงในกระถางอย่างง่ายๆ ผมมีข้อแนะนำให้ใช้วัสดุปลูกดังนี้ครับ

    1.กาบมะพร้าว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดยาวประมาณ 1 นิ้ว หรือ 2-3 เซนติเมตร

    2.ถ่าน ทุบย่อยให้เหลือขนาดเท่าๆกับกาบมะพร้าวนั่นแหละครับ

    แล้วใส่ลงในกระถาง โดยใส่กาบมะพร้างลงก่อน สักครึ่งหนึ่ง ของกระถาง
    แล้วก็วางหน่อกล้วยไม้ลงในกระถาง
    แล้วค่อยกรอกถ่านลงไปจนเสมอขอบกระถางนะครับ
    ดังรูปที่ผมนำมาแสดงให้ชมนี้ครับ
    ปล.-ความจริงแล้ว จะใส่แต่ กาบมะพร้าว หรือใส่แต่ถ่าน หรือเอาถ่าน ลงก่อน อย่างไรก็ได้นะครับ
    หลายตำรายังแนะนำให้แช่กาบมะพร้าวในน้ำสัก1 สัปดาห์ เพื่อให้กาบมะพร้าวอมน้ำก่อนครับ
    ผมเอง...ทำแบบนี้มาหลายพันกระถาง แล้วครับ....

    รอด...ไม่รอด...อยู่ที่..."การดูแลกล้วยไม้ หลังปลูก" น่ะครับ..
    เพราะหัวใจของการดูแลกล้วยไม้ ก็คือ...."ชื้น โปร่ง"...ครับ
ชยพร  แอคะรัจน์
รูปภาพ วัสดุใช้ปลูกกล้วยไม้อย่างง่ายครับ

...

การดูแลกล้วยไม้ในหน้าหนาว

ตำรา กล้วยไม้ ออนไลน์


การดูแลกล้วยไม้ในหน้าหนาว

ช่วงนี้ เข้าสู่หน้าหนาวกันแล้วนะครับ ฉบับนี้ ผมมีเรื่องการดูแลกล้วยไม้ในหน้าหนาวนี้ มาให้อ่านกันดังนี้นะครับ

1.งดการให้ปุ๋ยพวกสูตรที่มีตัวหน้า(ไนโตรเจน)สูงนะครับ -เพราะกล้วยไม้ส่วนใหญ่ กำลังอยู่ในช่วงการพักตัวเพื่อการออกดอกครับ

2.อย่าให้น้ำมากเกินไปนะครับ -เพราะจะทำให้กล้วยไม้ออกดอกช้าลง ก้านดอกไม่แข็งแรง กลีบดอกมีโอกาสช้ำ เน่าเสียได้ง่ายครับ

3.ผูกยึดลำกล้วยไม้ให้ดีนะครับ -เพราะต่อไป ก้านดอกกล้วยไม้จะมีน้ำหนักมากขึ้น อาจจะทำให้ก้านดอกโน้มตัวลงมาก ดอกเกะกะกระทบกัน แล้วกลีบดอกอาจจะบอบช้ำฉีกขาดได้ง่ายครับ

4.ไม่จำเป็นต้องให้ฮอร์โมนเร่งดอกนะครับ -เพราะการออกดอกของกล้วยไม้ในช่วงนี้ จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหารที่ได้สะสมไว้นลำต้นครับ

5.อย่าขยายพันธุ์กล้วยไม้โดยการแยกกอนะครับ -เพราะช่วงนี้ ต้นกล้วยไม้จะหยุดพักการเจริญเติบโตทางลำต้นอยู่แล้วครับ

6.ยามรดน้ำ ให้ถือโอกาสล้างใบกล้วยไม้ให้สะอาดด้วยนะครับ -เพราะช่วงนี้ อากาศค่อนข้างแห้ง ฝุ่นจะจับใบกล้วยไม้มากเลยครับ

Monday, September 3, 2012

กล้วยไม้สกุลม้าวิ่ง (Doritis)

สกุลม้าวิ่ง (Doritis)

   

  กล้วยไม้สกุลม้าวิ่งเป็นกล้วยไม้ที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน ซอกหินหรือแอ่งหิน ที่มีอินทรีย์วัตถุทับถมตามป่าโปร่งทั่วๆ ไป ลักษณะต้นจะสั้นๆ ใบแบนกว้างและค่อนข้างหนา ใบมีสีเขียวหรือสีเขียวอมม่วง ช่อดอกตั้ง ช่อดอกยาวแข็งและตรง ดอกมีสีแดงอ่อนๆ ไปจนถึงสีแดงอมม่วง ลักษณะเด่นของม้าวิ่งคือ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกคู่ล่างจะกางและลู่ไปทางด้านหลัง ทำให้เห็นเส้าเกสรเด่นชัด ดอกจะทยอยบานขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงปลายช่อดอก โดยดอกที่อยู่ด้านล่างก็จะค่อยๆ โรยไป  

  กล้วยไม้สกุลม้าวิ่งกระจายพันธุ์อยู่ในพม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย พบในธรรมชาติมีเพียงชนิดเดียวคือ  

โดไรติส พูลเคอไรมา (Doritis pulcherrima) หรือเรียกว่าม้าวิ่ง และมีอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย หรือวาไรตี้ (variety - var.) มีดอกใหญ่กว่าธรรมดา พบทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย คือ แดงอุบล แยกเป็นพันธุ์ บีสโซเนียนา (Doritis pulcherrima var. buyssoniana) ซึ่งแดงอุบลนี้ จากการตรวจนับโครโมโซมของศาสตราจารย์ ระพี และคณะ พบว่ามีโครโมโซมเป็น 2 เท่าของม้าวิ่งทั่วๆ ไป  

Doritis pulcherrima
Doritis pulcherrima
Doritis pulcherrima
Doritis pulcherrima
(Photo ref. from Internet)
Doritis pulcherrima
Doritis pulcherrima
(Photo ref. from Internet)

Doritis pulcherrima var chumpurnensis
Doritis pulcherrima var chumpurnensis
(Photo ref. from Internet)
Doritis pulcherrima var buyssoniana
Doritis pulcherrima var buyssoniana
(Photo ref. from Internet)


Doritis pulcherrima var coerulea
Doritis pulcherrima var coerulea
(Photo ref. from Internet)

 

  กล้วยไม้ในสกุลม้าวิ่งส่วนใหญ่นิยมนำไปผสมกับสกุลฟาแเลนนอปซิส ได้สกุลใหม่ว่า โดไรเตนอปซิส (Doritaenopsis)  
  นอกจากนี้ยังมีการนำไปผสมกับสกุลอื่นอีก เช่น ผสมกับสกุลเข็มได้เป็นสกุล Doricentrum ผสมกับแวนด้าได้ Vandoritis หรือผสมกับช้าง ได้เป็นสกุล Doristylis เป็นต้น  
    การปลูกเลี้ยงม้าวิ่ง ควรปลูกใส่กระถางดินเผา ใช้เครื่องปลูกเช่นเดียวกับรองเท้านารี คือ อิฐ เศษหิน หรือใช้ถ่านรองก้น  
  กระถาง โรยทับด้วยปุ๋ยหมักผสมทราย หรือปุ๋ยหมักอย่างเดียวก็ได้ เพื่อปรับสภาพการปลูกให้เหมือนกับในธรรมชาติ ส่วนวิธีปลูกจะต้องให้โคนต้นอยู่สูงกว่าผิวบนของเครื่องปลูก อย่าให้โคนต้นจมอยู่ในเครื่องปลูก โดยวางให้เห็นโคนรากโผล่พ้นเครื่องปลูกประมาณ 1 นิ้ว จะทำให้กล้วยไม้งอกงามกว่าปลูกชิดกับเครื่องปลูก  


กล้วยไม้สกุลออนซิเดียม (Oncidium)

สกุลออนซิเดียม (Oncidium)

       

Oncidium

กล้วยไม้สกุลออนซิเดียมมีรูปทรงของต้นทั้งที่เป็นแบบมีลำลูกกล้วย และไม่มีลำลูกกล้วย ต้นมีแต่ลำต้นเล็กๆ สั้นๆ และมีกาบใบหุ้มจนมิด ส่วนของยอดลำต้นสั้นๆ จะมีใบขนาดใหญ่มากติดอยู่ 1-3 ใบ บางชนิดใบนี้มีขนาดใหญ่หนา บางชนิดใบกลมยาว ดอกส่วนมากจะมีสีเหลืองหรือมีพื้นสีเหลืองลายสีน้ำตาล สีแดง สีขาวหรือสีชมพู เส้าเกสรมีปีกยื่นออกไปทั้ง 2 ข้าง มีตุ่มที่โคนปาก ปลายปากใหญ่และเป็นจุดเด่นของดอก
   

   


Oncidium Goldianaกล้วยไม้สกุลออนซิเดียมที่นำเข้ามา และปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลายเพื่อตัดดอก คือ โกลเดียนา (Oncidium Goldiana) ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง เฟล็กซูโอนัม (Oncidium flexuosum) กับ สฟาซีลาตัม (Oncidium shacelatum) กล้วยไม้ชนิดนี้บางคนเรียก นางระบำ ตุ๊กตาเต้นรำ แต่นิยมเรียก โกล์เด็น เชาว์เวอร์ มากกว่าชื่ออื่น   Oncidium Goldiana

     
 

  กล้วยไม้สกุลออนซิเดียมมีถิ่นกำเนิดในอเมริกา และได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชื่นชอบเลี้ยงกล้วยไม้ในทวีปอเมริการวมไปถึงในแถบอเมริกาใต้ ในธรรมชาติพบแล้วหลายร้อยชนิดและมีลูกผสมออนซิเดียมอีกมากกว่า 1,000 ชนิด ด้วยลักษณะที่โดดเด่นเฉพาะของออนซิเดียม ยังมีกล้วยไม้อีกหลายสกุลที่จัดอยู่ในกลุ่มออนซิเดียมหรือสกุลใกล้เคียงกับออนซิเดียม (Oncidium Alliance*) ซึ่งมีทั้งที่เป็นพันธุ์แท้และลูกผสม เช่น Aspasia, Brassia, Gomesa, Maxillaria, Miltonia, Ornithocephalus, Psychopsis, Psygmorchis, Rodriguezia, Tolumnia และ Zygopetalum  

 
     
Oncidium cavendishianum
Oncidium cavendishianum
(Photo ref. from Internet)
Oncidium abruptum
Oncidium abruptum
(Photo ref. from Internet)
Oncidium forbesii
Oncidium forbesii
(Photo ref. from Internet)
     
 

       

 
     
Oncidium
Oncidium sp.


Oncidium
Oncidium sp.
Oncidium
Oncidium hybrid
     
Oncidium
Oncidium hybrid
  Oncidium
Oncidium hybrid



 

  การปลูกเลี้ยงออนซิเดียม  

      - แสง
ออนซิเดียมต้องการแสงแดดปานกลางเช่นเดียวกับแคทลียา โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเช้าไปจนเที่ยง แต่หลังจากเที่ยงเป็นต้นไปอาจต้องควบคุมปริมาณแสงแดดที่แรงเกินไปในช่วงบ่ายไม่ให้มากเกินไป โดยสังเกตจากใบ ถ้าใบมีสีเขียวออกเหลืองแสดงว่าได้รับแดดค่อนข้างมาก หรือถ้าใบสีเขียวเข้มแสดงว่าได้รับแสงน้อยไป

    - อุณหภูมิ
ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 24 - 30 องศาเซลเซียส สำหรับช่วงบ่ายที่อากาศร้อน ออนซิเดียมสามารถทนอยู่ได้ถึง 38 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหากสถานที่ที่ปลูกมีการหมุนเวียนของอากาศและมีความชื้นเพียงพอก็ไม่มีปัญหา

     - น้ำ
ออนซิเดียมสามารถให้น้ำได้มากและบ่อยครั้ง แต่ไม่ควรให้รากแฉะหรือเครื่องปลูกอมน้ำเป็นเวลานาน ซึ่งการรดน้ำอาจต้องดูสภาพอากาศ ความชื้นในอากาศ และอุณหภูมิมาประกอบกัน

     - ปุ๋ย
การให้ปุ๋ยออนซิเดียมไม่ต่างจากการให้ปุ๋ยกล้วยไม้อื่นๆ คือให้สัปดาห์ละครั้ง โดยใช้ปุ๋ยสูตรเสมอเป็นหลัก