Pages

Monday, July 23, 2012

กล้วยไม้ช้างกระได้รับความนิยมสูงในตลาดต่างประเทศ


สถานการณ์กล้วยไม้ป่าไทย ... ถูกขืนใจมาตลอด 30 ปี !!!


อยาก ให้คุณรักกล้วยไม้ป่าด้วยใจบ้าง ... อย่าหลงรักแบบงมงาย ไม่ลืมหูลืมตา  แต่จงรักอย่างมีสติ มีเหตุมีผล รักด้วยหัวใจเท่าที่คุณจะมอบให้ได้  เพราะหากว่าคุณซื้อกล้วยไม้ป่าที่ถูกลักลอบนำมาขายอย่างผิดกฎหมายโดยที่ ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ   นั่นเท่ากับว่าคุณกำลังสนับสนุนขบวนการที่ข่มขืนมรดกทางธรรมชาติของไทยมา ตลอด 30 ปี
           เช้าวันนี้ ผมมาทำงานตามปกติ เห็นที่โต๊ะทำงานมีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการปริทรรศน์วางอยู่  ใครมาลืมวางไหวตรงนี้ ... (ผมคิดในใจ) เหลือบไปเห็นภาพกล้วยไม้ลูกผสมฟาแลนภาพใหญ่โชว์หราอยู่บนปกหน้า 1 ให้สนใจจึงหยิบมาอ่าน ก็เห็นเรื่อง "กล้วยไม้... ไม้เงินล้าน"
           ใครหนอชั่งรู้ใจเราว่า  รักกล้วยไม้เป็นชีวิตจิตใจพอ ๆ กับฟุตบอล  และกาแฟสด  ช่างเป็นเพื่อนผู้รู้ใจจริง ๆ ครับ
            เป็นเพื่อนผู้รู้ใจจริง ๆ เพราะเมื่อคืนก่อนนอนตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องกล้วยไม้ไทยต้อนรับวันวาเลนไท น์  แต่ยังหาประเด็นไม่ได้
           พออ่านเรื่องนี้จบ ก็ได้ประเด็นทันที เพราะมีประโยคหนึ่งทำให้ผมได้ข้อสรุปว่า "กล้วยไม้ป่าไทยถูกข่มขืนมานานถึง 30 ปีเต็มแล้ว"
           เนื้อหาบทความข่าวชิ้นนี้พูดถึงกล้วยไม้ในมุมของไม้เศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่ส่งออกทำรายได้เป็นอันดับต้น ๆ ให้แก่ประเทศไทย
         ตอนหนึ่งมีใจความดังนี้ครับ "เมื่อสัก 30 ปีก่อน ตลาดกล้วยไม้เมืองไทยมีราคาแพงมาก อย่างแคทรียาที่ชนะการประกวด ซื้อ-ขายกันในราคาหน่อละเป็นหมื่นบาท (ในขณะนั้นทองราคาบาทละ 400 บาท) ต่อมาจึงมีคนพยายามหากล้วยไม้แปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาเล่นกันมากขึ้นจากเดิมที่นิยมกันแต่แคทรียาและแวนด้า เมื่อมีการดิ้นรนหากล้วยไม้แปลกใหม่ จึงเริ่มมีพ่อค้าหัวใส (ผมขอใช้คำว่า"พ่อค้าหัวขโมย"จะตรงกว่า) นำกล้วยไม้จากป่ามาวางขายที่สนามหลวง"
          "ตอนนั้นมีคนเข้าไปเก็บกล้วยไม้ป่ามาขายกันเป็นเข่ง  ๆ ที่สนามหลวง พวกที่ชอบกล้วยไม่ก็มาเดินหาซื้อกันในราคาถูกมาก เลือกไปเลือกมาจนอาจารย์ระพี สาคริก บิดาวงการกล้วยไม้ไทย ค้นพบกล้วยไม้ช้างแดงที่สนามหลวงนี่เอง"
           อ่านถึงบรรทัดนี้ก็ให้นึกย้อนไปในอดีตสัก 5-6 ปีก่อน  ผมชอบไปเดินหาซื้อกล้วยไม้แคทรียาที่สวนจตุจักร  ซึ่งจะมีตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับทุก ๆ วันพุธ คนน้อย ดอกไม้งาม ไม่ต้องไปเดินเบียดเสียดกับใครในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
           ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมพ่อค้าแม่ค้าที่ขนกล้วยไม้ป่ามาขายบริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสันเมธาวลัย เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว
      ตอนนั้นผมคลั่งไคล้แคทรียาซึ่งเป็นกล้วยไม้ต่างประเทศที่ให้ดอกใหญ่ ฟอร์มดอกสวย มีหลากสี แถมดอกยังมีกลิ่นหอมมากอีกต่างหาก  ที่สำคัญแคทรียาจะออกดอกปีหนึ่ง ๆ หลายครั้ง ต่างไปจากกล้วยไม้ป่าไทยที่ปีหนึ่ง ๆ ออกดอกแค่ครั้งสองครั้งตามฤดูกาลของเขา
           สิ่งที่พบก็คือในซอกหลืบมุมต่าง ๆ ของตลาดไม้ดอกไม้ประดับที่สวนจตุจักรขณะนั้น  จะมีพ่อค้านำกล้วยไม้ป่ามาวางขายเป็นกอง ๆ ซึ่งไปต่างไปจากเมื่อ 30 ปีก่อนแต่อย่างใด แต่รูปแบบการขายนั้นจะหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ไม่กล้าเปิดเผย เพราะการขายกล้วยไม้ป่าในปัจจุบันถือว่าผิดกฎหมาย  แม้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ยังมีคนซื้อ-คนขายกันคราวละมาก ๆ
           ความรู้สึกของผมขณะเดินไปตามแผงแบกะดินที่ขายกล้วยไม้ป่านั้น แทบร้องไห้ เกือบทำใจไม่ได้...
          แม้ผมรู้มาก่อนแล้วว่ามีการลักลอบนำกล้วยไม่จากป่ามาขายที่นี่  แต่ไม่เคยรู้เลยว่ากล้วยป่าไม้จะถูกกระทำอย่างปู้ยี้ปู้ยำเหมือนไร้คุณค่า ขนาดนี้
          กล้วยไม้ทุกต้นในมือผม ผมรักผมเลี้ยงดูอุ้มชูอย่างทนุถนอม ราวกับว่าเป็นคนรัก แต่ที่นี่ ผมเห็นผู้คนเดินย่ำเหยียบบนต้น บนไม้ บนราก เหมือนเป็นสิ่งไร้ค่า ผมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองถูกเหยียบย่ำไปด้วย
          30 ปีกับการข่มขืนกล้วยไม้ป่าในธรรมชาติ ทำให้เหลือกล้วยไม้ป่าในป่าเขาลำเนาไพรของเมืองไทยเราน้อยเต็มที  เป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่ง
          ประเทศไทยเราเคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งกล้วยไม้ เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้มีกล้วยไม้อยู่ในทุก ๆ ภาคของประเทศ เราพบกล้วยไม้ป่าในธรรมชาติแล้วทั้งสิ้น 1,150 ชนิด จากสกุลต่าง  ๆ กว่า 160 สกุล
           แต่ที่ผ่านมาเรามิได้อนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติอย่างตระหนักในคุณค่าเลยแม้แต่ น้อย แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบขโมยกล้วยไม้ป่าที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ตามอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  ดังปรากฎเป็นข่าวการจับกุมพ่อค้าลักลอบขายกล้วยไม้ป่าอยู่เสมอ แต่การจับกุมดังกล่าว เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะตัวการใหญ่ยังเดินลอยนวลอยู่ในสังคม!!!
 หญิง ชาวด่านสิงขรอุ้มลูกน้อยจัดระเบียบกล้วยไม้ป่าที่นำมาวางขายแบกระดิน เพื่อขายให้นักท่องเที่ยวที่ด่านสิงขร ชายแดนไทย -พม่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันด่านสิงขร กลายเป็นแหล่งค้ากล้วยไม้ป่าที่แหล่งใหญ่ของประเทศไทย            เคยได้ยินเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในภาคอิสานเล่าให้ฟังถึงวิธี การขโมยกล้วยไม้ป่าของชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งว่า ชาวญี่ปุ่นคนนี้แกล้งปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวแล้วทำเป็นเดินชมนกชมไม้ในป่า โดยเฉพาะบริเวณที่มีกล้วยไม้หายากขึ้น  เสร็จแล้วออกจากป่าก็ไป"ชี้เป้า" ให้คนท้องถิ่นเข้ามาลักลอบขุดออกไป
            แค่ค่าจ้างไม่กี่ร้อย แต่กล้วยไม้ป่าที่ประเมินราคาไม่ได้ ก็ถูกลักพาตัวไปอยู่ที่แดนซามูไรเสียแล้ว
            เมื่อของป่าหร่อย กลุ่มขบวนการลักลอบค้ากล้วยไม้จึงปรับเป้าไปหาประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว เขมร และพม่า   ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
           กล้วย ไม้ป่าจึงถูกกลุ่มคนร้ายลักพาตัวจากบ้านเกิดเมืองนอนมาขายยังประเทศไทยเรา อย่างชุกชุม และหาซื้อได้ง่ายไปต่างไปจากกล้วยไม้ป่าเมืองไทยในอดีต 
             การสร้างถนนหนทางเชื่อมต่อผูกโยงกันในอินโดจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดมืดกล้วยไม้ป่าแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว
            เมื่อเดือนธันวาคม 2549 นี้เอง ผมเห็นกล้วยไม้ป่าถูกตัดวางขายกลางตลาดเมืองพิษณุโลก ผมถามคนขายว่าเอามาจากไหน เขาตอบว่ารับซื้อเหมาเป็นกระสอบมาจากนครพนม อืม...จากฝั่งลาวนั่นเอง
            การแก้ปัญหาลักลอบค้ากล้วยไม้ป่า คงจะหวังพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้  เพราะอะไรอย่าให้ชี้แจงแถลงไขเลยครับเอาเป็นว่าผลประโยชน์จากการค้านั้นปี หนึ่ง ๆ มีมูลค่ามหาศาล  ดังนั้น ผมขอเสนอหลักการตลาดง่าย ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาดูครับ นั่นก็คือ ดีมานด์และซัพพลายด์ (Demand and Supply)
           กล้วยไม้ป่าเป็นที่ต้องการมาก ก็เพราะหายากจึงมีราคาแพง  เราก็หาทางผลิตให้ได้ปริมาณมาก ๆ  โดยใช้วิธีการทางวิยาศาสตร์ที่เรียกว่าการ"ปั่นตา" 
           (การเพาะเนื้อเยื่อจากกล้วยไม้ที่ผสมพันธุ์แล้ว และนำไปเพาะเลี้ยงในขวด เรียกว่าการปั่นตาด้วย LAB คล้าย  ๆกับการโคลนนิ่ง จะได้ต้นกล้าของกล้วยไม้ครั้งละหลายพันต้นซึ่งดีกว่าวิธีแยกหน่อไปเลี้ยง มาก)
กล้วยไม้ช้างกระได้รับความนิยมสูงในตลาดต่างประเทศ
           กรมวิชาการเกษตร ในฐานะผู้กำกับดูแลมควรอนุญาตให้มีการปั่นตากล้วยไม้ป่าสกุลต่าง ๆ เพิ่มขึ้น  เพื่อแปลงสภาพกล้วยไม้ป่าให้เป็น"กล้วยไม้เมือง" เสีย ซึ่งขณะนี้ผมทราบมาว่า กรมวิชาการเกษตรได้เปิดไฟเขียวให้ปั่นตากล้วยไม้ป่าได้บางประเภท   แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นกล้วยไม้ที่มาปลูกในเมืองนานๆ จนกลายเป็นกล้วยไม้เมืองไปแล้ว เช่น กล้วยไม้สกุลช้าง และอีกหลายสกุลตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาไซเตส
            เมื่อปริมาณกล้วยไม้เมืองในตลาดเมืองมีมากขึ้น  ราคาจะถูกลง ความต้องการกล้วยไม้จากป่าก็จะค่อย ๆ หมดไปเอง อีกทั้งการเลี้ยงกล้วยไม้ปั่นตาก็ง่ายกว่ากล้วยไม้ป่ามาก เพราะลูกกล้วยไม้จะปรับสภาพให้เข้ากับแหล่งกำเนิด ออกดอกง่าย  และไม่บอบช้ำสาหัสจากการถูกขนย้ายมาไกล ๆ
            วันนี้เขียนเรื่องสถานการณ์กล้วยไม้ป่าของไทย  ก็เพราะ"ความรัก"ในกล้วยไม้  ไม่ทราบว่าจะขัดกับคอนเซปต์ของวาเลนไทน์หรือไม่
.......................................                         
 ปล. ครั้งหนึ่งผมเคยหลงไปซื้อกล้วยไม้ป่ามาเพาะเลี้ยง  แต่ปัจจุบันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะเลิกอย่างเด็ดขาด
 หมายเหตุ :  ภาพการจับกุมพ่อค้าลักลอบขายกล้วยไม้ป่าทั้งหมดเป็นของช่างภาพเครือเนชั่น

0 comments:

Post a Comment