Pages

Wednesday, August 22, 2012

ประโยชน์ของกล้วยไม้

 
                      กล้วยไม้ได้เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมของมนุษย์เป็นเวลาช้านานแล้ว   ดังจะเห็นได้ว่า  ในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีศิลปวัฒนธรรมซึ่งน่าสนใจ  และแผ่กระจายออกไปทั่วโลก    ก็ยังมีหลักฐานปรากฏบทบาทของกล้วยไม้อยู่ด้วย  เช่น  ภาพเขียนที่ปรากฏตามโบราณวัตถุต่างๆประเทศในยุโรป  บางประเทศที่ได้ทำการสำรวจดินแดนในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชียและอเมริกาในสมัยก่อน  ก็ได้มีการนำกล้วยไม้นานาชนิดกลับไปเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ รวมทั้ง ได้มีการเริ่มผสมพันธุ์เพื่อประโยชน์ต่างๆด้วย    เมื่อความเจริญทางด้านสังคม  เศรษฐกิจ  และวิทยาการได้ขยายตัวกว้าง-ขวางออกไป  ก็ได้ปรากฏว่า ประเทศต่างๆซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก และมีความเจริญพอสมควร  ได้ให้ความสนใจในการเลี้ยงกล้วยไม้กันทั่วๆไป   เมื่อได้วิเคราะห์ความนิยมในวงการกล้วยไม้ของประ-เทศต่างๆ อย่างกว้างขวางแล้ว  สามารถจะสรุปได้ดังนี้
            กล้วยไม้เป็นพืชซึ่งใช้เป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาทางด้านวิชาการเกี่ยวกับธรรมชาติและชีวิตของพันธุ์ไม้ได้อย่างดี    เนื่องจากกล้วยไม้เป็นพืชวงศ์ใหญ่มาก   ลักษณะทางพันธุศาสตร์จึงมีความแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง   และยังมีการกระจายพันธุ์อยู่ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ผิดแผกแตกต่างกันอีกด้วย  ทั่วโลก แม้ว่าจะได้มีการนำกล้วยไม้มาเลี้ยง  และศึกษาวิจัยนานพอสมควรแล้วก็ตาม    แต่ก็ยังได้มีรายงานว่าได้มีการค้นพบและตั้งชื่อทาง พฤษศาสตร์แก่กล้วยไม้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ  ดังนั้น นักวิชาการพฤกษศาสตร์สาขาต่างๆ และพืชศาสตร์จึงได้ให้ความสนใจที่จะนำกล้วยไม้มาเป็นพืชตัวอย่างเพื่อการศึกษาและวิจัยในสาขานั้นๆยิ่งไปกว่านั้น    ในสังคมของผู้นิยมเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกก็ประกอบด้วยบุคคลในหลายสาขาอาชีพ  ผู้ที่มีความถนัดในสาขาวิชาการใด  ที่จะนำมาใช้พัฒนาการเลี้ยงกล้วยไม้ได้ ก็จะให้ความสนใจนำวิชาชีพที่ตนถนัดมาใช้  ให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุง การเลี้ยงกล้วยไม้ด้วย  สำหรับผู้ที่มิได้อยู่ในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวกับต้นไม้     บางคนมีรสนิยมในการรวบรวมพันธุ์และศึกษากล้วยไม้ป่านานาชนิด     และยังมีการศึกษาค้นคว้าจากตำราต่างๆ อย่างกว้างขวาง   กล้วยไม้จึงเป็นพืชที่สามารถดึงดูดความสนใจจาก คนหลายประเภทให้ศึกษาวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ดอกไม้เป็นอย่างดี
            ความ เจริญในสังคมทั่วๆไปที่ได้ผ่านมาแล้วนั้น ได้เน้นหนักไปในด้านวัตถุเป็นอย่างมาก   การเพิ่มของจำนวนประชากรในส่วนต่างๆของโลกก็ดี  ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ  ตลอดจนทางด้านสังคม   และเศรษฐกิจ       ทำให้คนเราต้องมีภารกิจการงานหนักมากยิ่งขึ้น      ปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันนับเป็นแรงกดดันที่สำคัญทางจิตใจ  ประชาชนในประเทศต่างๆที่เจริญพอสมควรแล้ว  จึงมีความสนใจทำงานอดิเรกเพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจในยามว่าง     การเลี้ยงกล้วยไม้จัดได้ว่า   เป็นงานอดิเรกที่ สร้างสรรค์  ทั้งในด้านจริยธรรมและการศึกษาไปในตัว  รวมทั้งได้มีโอกาสผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตใจในขณะที่อยู่กับต้นไม้   ทั้งยังศึกษาและติดตามการเจริญเติบโต  และได้ชมดอก ที่สวยงาม  หรือลักษณะแปลกๆ  ซึ่งเป็นผลงานของแต่ละคน

            กล้วยไม้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดพอเหมาะสม  การเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกจึงสามารถกระทำได้   แม้ในบริเวณสวนหลังบ้านซึ่งมีที่ดินเพียงเล็กๆ น้อยๆ   หรือแม้แต่ตามซุ้มต้นไม้  ตลอดจนไม้ยืนต้นที่ปลูกในบริเวณบ้าน    หากมีสภาพโปร่ง  ให้แสงแดดส่องลงได้พอสมควร   ก็สามารถใช้เป็นที่ปลูกกล้วยไม้ได้  กล้วยไม้จึงเป็นไม้ดอกไม้ประดับบ้านให้สวยงามได้อย่างดี    บ้านนับเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตและครอบครัว    บ้านที่มีพันธุ์ไม้สวยงามพอสมควรเป็นสิ่งประดับ    ย่อมจะช่วยให้บ้านมีความน่าอยู่ยิ่งขึ้น   จิตใจของคนที่อยู่ในบ้านย่อมมีความแจ่มใส     บุตรหลานในครอบครัวซึ่งจะเติบโตขึ้นมาในอนาคต จะได้พบเห็นสิ่งที่ดี เสริมสร้างจิตใจในชีวิตประจำวัน   และถ้าได้มีการฝึกอบรมให้ บุตรหลานได้มีจิตใจรักและช่วยดูแลทำนุบำรุงสิ่งเหล่านี้เป็นงานประจำแล้ว   ย่อมเป็นสิ่งที่บังเกิดผลดีในอนาคต
           หลักสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตคนในสังคมทั่วๆไป  ก็คือคนเราจะอยู่แต่ลำพังคนเดียวไม่ได้  จำเป็นต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลต่อบุคคล    ครอบครัวต่อครอบครัวและระหว่างประเทศต่างๆ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันในโลกนี้  ทุกวันนี้มนุษย์เราจึงพยายามหาจุดแห่งความสนใจร่วมกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์  และความเข้าใจดีระหว่างกันและกัน    อันเป็นหลักการและแนวทางที่จะมุ่งไปสู่ความสงบของมวลมนุษยชาติ   วงการกล้วยไม้ในแต่ละประเทศหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีความเจริญทางจริยธรรมพอสมควร  ได้มีการพัฒนากล้วยไม้ตามแนวทางดังกล่าวนี้ด้วย   ดังจะเห็นได้ว่า  มีประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นจำนวนมากให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้  และมีสมาคม ผู้เลี้ยงกล้วยไม้   เพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ  และมีการแลกเปลี่ยน ความรู้  ประสบการณ์  ตลอดจนพันธุ์ไม้ต่างๆระหว่างกัน    นอกจากนั้น   ยังได้มีการสร้างสรรค์และเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของวงการกล้วยไม้ระหว่างประเทศ  ดังจะเห็นว่า ได้มีการจัดการประชุมกล้วยไม้ระหว่างประเทศในภาคพื้นยุโรปขึ้นทุกๆ ๓    ปี   โดยหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ ที่อยู่ในภูมิภาคนั้น  และได้มีการริเริ่มงานชุมนุมกล้วยไม้โลกขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๙๗ ณ เมืองเซนต์หลุยส์  มลรัฐมิสซูรี  สหรัฐอเมริกา นับแต่ นั้นมา งานชุมนุมกล้วยไม้โลกก็ได้จัดขึ้นทุกๆ ๓ ปี  โดยหมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ ตามข้อตกลงในที่ประชุมที่ผ่านมา  สำหรับประเทศไทยนั้น ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ ๙ ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒   ซึ่งปรากฏว่า ได้มี บุคคลต่างชาติต่างภาษาและต่างสาขาอาชีพจาก   ๔๑  ประเทศ มาร่วมประชุมกันประมาณ  ๓,๐๐๐ คน บุคคลในวงการกล้วยไม้ จึงมีการติดต่อถึงกันในมุมต่างๆของชีวิตอย่างกว้างขวาง   ทั้งในด้านความรักความสนใจธรรมชาติ  ความสัมพันธ์ทางจิตใจ  และการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ    ตลอดจนประสบการณ์ที่ได้ ค้นพบใหม่ๆ ด้วย  

            จาก ประโยชน์ที่สังคมได้รับจากกล้วยไม้ดังได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงทำให้กล้วยไม้เป็นที่ต้องการในกลุ่มคนโดยทั่วๆไป ดังนั้น  จึงเกิดธุรกิจการค้าเกี่ยวกับกล้วยไม้ติดตามมา  อันเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ซึ่งมีตั้งแต่ที่เป็นผลพลอยได้จากการ เลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกในครอบครัวไปจนถึงการประกอบ อาชีพหลักด้วยการเลี้ยงกล้วยไม้    การค้ากล้วยไม้นั้นก็มีการขายทั้งต้นและดอก   การขายต้นจำแนกออกไปได้เป็น  ๒  แนวทางคือเพื่อนำไปปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรก  นำไปทำพันธุ์เพื่อการขยายออกไป  หรือจำหน่ายไปสู่การปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้าก็ได้อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้ากล้วยไม้ก็จะต้องเข้าใจถึงประโยชน์อันแท้ จริงที่กล้วยไม้ได้อำนวยให้แก่สังคมดังกล่าวมาแล้วทั้งหมด  และต้องร่วมมือกันรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดีที่สุด เพื่อให้ธุรกิจการค้ากล้วยไม้มีความมั่นคงถาวร หรืออาจกล่าวโดย สรุปได้ว่า ผู้ที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากกล้วยไม้ควรจะได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริม ให้ผู้สนใจเลี้ยงกล้วยไม้ได้รับประโยชน์ จากกล้วยไม้ในทางที่ถูกต้องด้วย

เรือนเลี้ยงกล้วยไม้

              เนื่องจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติของประเทศไทยเหมาะสมแก่การเลี้ยงกล้วยไม้   การสร้างเรือนเลี้ยงกล้วยไม้จึงไม่ต้องลงทุนอย่างในประเทศหนาว  นอกจากนั้นอาจมีกล้วยไม้บางชนิดซึ่งสามารถปลูกกลางแจ้งได้   โดยไม่จำเป็นต้องสร้าง เรือนกล้วยไม้เพื่อบังร่มเงาให้เลยก็ได้  นอกจากนั้นในภูมิประเทศบางแห่งของประเทศไทย   เช่น   บริเวณชายฝั่งทะเลบางท้องที่อาจเลี้ยงกล้วยไม้บางชนิดได้โดยไม่ต้องสร้างเรือนกล้วยไม้เลย เพราะการหมุนเวียนถ่ายเทของกระแสลม  มีส่วนช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้มากพอสมควร  ในสภาพเช่นนี้จะปรากฏว่า กล้วยไม้เจริญแข็งแรงและสมบูรณ์ดี  เพราะสามารถรับแสงแดดอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตได้อย่างเต็มที่    โดยไม่มีความร้อน รุนแรง  ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อกล้วยไม้นั้นๆ
โดยทั่วๆไปการสร้างเรือนกล้วยไม้ในประเทศไทย   นิยมใช้ไม้ระแนงตีเว้นช่องอย่างโปร่งๆ  และทิศทางในการตีไม้ระแนงนั้น  วางตามยาวระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้   ทั้งนี้เพื่อให้เงาไม้ระแนงสามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดวัน  สอดคล้องกันกับการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์  อันเป็นต้นกำเนิดของแสงแดด  ผลจากสิ่งนี้จะช่วยให้กล้วยไม้   ซึ่งเลี้ยงอยู่ในเรือนได้รับแสงแดดโดยทั่วถึงอย่างไรก็ตาม   ในระยะหลังๆ การเลี้ยงกล้วยไม้ได้ขยายวงกว้างออกไปมาก ประกอบกับปัญหาป่าไม้ถูกทำลาย  ทำให้ไม้มีราคาสูงขึ้น   แต่การเลี้ยงกล้วยไม้ก็เป็นกิจกรรมที่สังคมยอมรับในผลประโยชน์    จึงได้มีผู้คิดนำวัสดุอย่างอื่นมาใช้แทนไม้ระแนง   อาทิเช่น  ไม้รวกผ่าซีก   ผ้าไนลอนซึ่งทออย่างโปร่งๆ สำหรับใช้กรองแสงในการปลูกต้นไม้  ซึ่งผลิตในต่างประเทศ  เป็นต้น
                                    

การเลี้ยงกล้วยไม้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศร้อน   ที่มีพันธุ์กล้วยไม้ป่านานาชนิดอยู่ตามธรรมชาติ   สามารถจะนำมาศึกษาเพาะเลี้ยง  เพื่อการอนุรักษ์  ขยายพันธุ์  ปรับปรุงพันธุ์ให้เกิดประโยชน์ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และอนุรักษ์ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ประกอบกับสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของประเทศไทยเหมาะสมแก่การเลี้ยงกล้วยไม้โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก    การเลี้ยงกล้วยไม้ใประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ  พ.ศ.  ๒๔๕๐  ในหมู่ของผู้สูงอายุและมีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร      การส่งเสริมการเลี้ยงกล้วยไม้อีกระยะหนึ่งได้เริ่มพันธุ์ต่างๆจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยง และมีการผสมพันธุ์กันบ้างแต่ยังจำกัดวงอยู่เช่นเดิม  ความรู้ทางวิชาการจึงมิได้กระจายออกไปเท่าที่ควร     และทรัพยากรต่างๆ ก็ยังมิได้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจนด้วย   ใน  พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงได้มีการเปิดแนวความคิดใหม่ออกไปสู่มุมกว้าง   ได้มีการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ในการเพาะ เมล็ดกล้วยไม้แบบวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูง  และนำออกเผยแพร่    เพื่อให้คนทุกระดับฐานะนำไปปฏิบัติได้   อันเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรักและสนใจต้นไม้     เพื่อการพัฒนาทางจิตใจ  และเป็นการส่งเสริมการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจด้วย
 กล้วยไม้สกุลม้าวิ่ง (๑ ของขนาดจริง)

การดูแลรักษา

 
             การปลูกเลี่ยง กล้วยไม้แบบ ธรรมชาตินั้น อาจกล่าวได้ว่าต้องการการดูแลรักษาน้อยมาก ผิดกับการปลูกเลี้ยงเป็นจำนวนมากในเรือนโรงมราต้องดูแลเป็นอย่างดี และมักมีโรคและแมลงศัตรูมากด้วย ประการสำคัญเพราะเราได้เลือกสรรชนิดของกล้วยไม้ที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงไม่มีเครื่องปลูกที่ผุเปื่อยตามอายุซึ่งจะต้องคอยเปลี่ยน ใหม่ จึงเหมือนแต่เพียงดูแลรดน้ำให้บางตามความจำเป็น หรือพ่นยาป้องกันกำจัดโรคแมลงศตรูให้ในกรณีที่แหล่งนั้นมีมากกว่าปกตินานๆ ครั้งเพื่อให้กล้วยไม้สมบูรณ์แข็งแรง บางทีจะพบว่าจริญงอกงามดีกว่าพบในป่ามาก เพราะได้น้ำอาหารดีกว่าตลอกทั้งปี ไม่เหี่ยงเฉาในช่วงแล้งจัด การให้ปุ๋ยก้อเช่นกันเป็นเพียงเสริมให้ต้นไม้เจริญเติบโตดียิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นไม้กำลังเจริญแตกหน่อแตกใบ
http://www.leafandlearn.com/images/gifts-blue-spray-dendrobium.jpg 
             อนึ่ง การรดน้ำนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะสภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ ๆ ในปัจจุบันมีอากาศร้อนอบอ้าวและมีฝุ่นละอองมากกว่าในป่า ซึ่งการรดน้ำนอกจากจะช่วยให้อากาศเย็นขึ้นแล้วยังทำหน้าที่ชำระล้างเอาฝุ่น ละอองที่จับตามรากต้นไม้ด้วยมีข้อเสียอยู๋บ้างสำหรับน้ำบาดาลในบางท้องที่ ซึ่งมีปริมาณเกลือแร่สูง และมีคุณสมบัติไม่เหมาะสำหรับกล้วยไม้บางชนิด เช่น ฟ้ามุ่ย และ เขาแกะ เป็นต้น มักจับเป็นคราบอยู๋ตามใบและรากทำให้กล้วยไม้ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรไประยะ หนึ่ง พอเข้าฤดูฝนจะเจริญงอกงามตามปกติ

การปลูกกล้วยไม้

เนื่องจากในรอบปีแต่ละปีนั้น  มีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลตาม  และความชุ่มชื้นก็ตาม   อัตราการเจริญของกล้วยไม้ต่างๆในแต่ละฤดูกาล   ก็มีความสอดคล้องกับบทบาทการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล  เช่นเดียวกันกับพันธุ์ไม้อื่นๆ  ประเทศไทยตั้งอยู่ค่อนมาทางเหนือของเส้นศูนย์สูตร   (equator)   ของโลก    ซึ่งมีผล กำหนดลักษณะฤดูกาลไว้อย่างแน่ชัด  การปลูกและการขยายพันธุ์ ไม้ควรยึดหลักปฏิบัติในระยะต้นๆของฤดูเจริญเติบโต   เพื่อให้ กล้วยไม้ได้มีโอกาสตั้งตัวและเจริญแข็งแรงดี   ก่อนถึงฤดูกาลที่กล้วยไม้จะต้องมีการเจริญช้าลง  หรือบางชนิดก็พักตัว  ฤดู เจริญ เติบโตของกล้วยไม้เริ่มต้นระหว่างปลายฤดูแล้งต่อต้นฤดูฝนหรือประมาณเดือน มีนาคม-มิถุนายนกล้วยไม้ที่อยู่ในสภาพซึ่งควรจะได้พิจารณาปลูกใหม่ ได้แก่  กล้วยไม้ที่มีอายุมากอยู่ในสภาพทรุดโทรม   สมควรที่จะตัดแยก และปลูกใหม่  กล้วยไม้ที่แตกกอขนาดใหญ่มากเกินไป หรืออยู่ในสภาพที่ระบบรากหมดอายุ     การตัดแยกปลูกใหม่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่กล้วยไม้ได้   นอกจากนั้น  การหาพันธุ์กล้วยไม้มาจากธรรมชาติเพื่อนำมาปลูก   ก็ควรกระทำในฤดูนี้ด้วย    ภาชนะปลูกอาจใช้กระถางดินเผา  หรือกระเช้าไม้ แล้วแต่ความเหมาะสม   หากเป็นกล้วยไม้ที่มีระบบรากอากาศคือ   มีรากใหญ่และโปร่ง  เช่น  กล้วยไม้หลายชนิดที่ขึ้นอยู่ตาม ต้นไม้ในธรรมชาติ   อาทิเช่น    กล้วยไม้สกุลแวนดา   เป็นต้น   ควรใช้ภาชนะปลูกที่มีลักษณะโปร่ง    อากาศถ่ายเทได้สะดวก ส่วนเครื่องปลูกก็ควรยึดหลักการเช่นเดียวกันคือ ใช้เครื่องปลูกที่โปร่ง  เช่น  ถ่านไม้  เป็นต้น  ในสมัยก่อนได้เคยมีผู้นิยมใช้รากเฟิร์นบางชนิด    มีลักษณะเป็นเส้นสีดำเรียกกันว่า   ออสมันดา(osmunda)      เป็นเครื่องปลูกกล้วยไม้กันอย่างแพร่หลาย ต่อมาออสมันดาหายากและมีราคาแพงยิ่งขึ้น  จึงได้มีการสนใจใช้กาบมะพร้าวแห้งเป็นเครื่องปลูกกล้วยไม้บางชนิด    ต่อมาในภายหลังได้พิจารณาเห็นว่า    การใช้ถ่านไม้นับเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า  จึงได้มีผู้นิยมมากขึ้นเป็นลำดับ  แต่ก็มีผู้ซึ่งพยายามงดเว้นการใช้เครื่องปลูกใดๆทั้งสิ้น   สำหรับกล้วยไม้ประเภทที่ มีรากอากาศ  โดยให้รากเกาะอยู่ในภาชนะปลูกเท่านั้น     ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่พอใจ      ทั้งจำเป็นต้องมีการปรับวิธีการเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับสภาพดังกล่าว  เช่น  มีการให้น้ำและให้ปุ๋ยมากขึ้นกล้วยไม้เหมือนพันธุ์ไม้ที่พบทั่วๆไปทั้งหลาย   ซึ่งมีความต้องการน้ำ  ปุ๋ย   และการเลี้ยงดูตามสมควร   กล้วยไม้ประเภทที่มีรากอากาศนั้น   มีผิวรากหนา  และมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้มาก จึงสามารถอยู่ในอากาศได้ดี   และยังดูดความชื้นจากอากาศบาง ส่วนได้ด้วย    โดยปกติในสภาพฝนฟ้าอากาศโปร่งและแจ่มใสการรดน้ำให้กล้วยไม้วันละครั้งในเวลาเช้าอย่างทั่วถึง    นับว่า เป็นการเพียงพอ    ส่วนปุ๋ยนั้นโดยทั่วๆไป     ควรมีการให้ปุ๋ยละลายน้ำรดกล้วยไม้ประมาณสัปดาห์ละ ๑  ครั้ง   และใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักไนโตรเจน  ฟอสเฟต  และโพแทสเซียม ในอัตราส่วนประมาณเท่าๆ กัน  ปุ๋ยผสมนี้ควรเป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดี  และใช้ในอัตราประมาณร้อยละ ๐.๑-๐.๕  ของปริมาณน้ำ ก็นับว่าเป็นการเพียงพอการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชใน  การเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นสิ่งพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ  เพราะสารเคมีเหล่านี้เมื่อมีพิษมีภัยต่อศัตรูกล้วยไม้ได้ฉันใด    ก็ย่อมมีพิษมีภัยต่อชีวิตคนได้ฉันนั้น   การเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกทั่วๆไป   ย่อมมีเรือนหรือสวนกล้วยไม้อยู่ในบริเวณบ้าน  การใช้ยาอันตรายทั้งหลาย  จึงเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตคนในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างยิ่งจึงขอแนะนำว่า    คนเลี้ยงต้นไม้ที่ฉลาดและมีเหตุผลนั้น  จะให้ความสนใจเลี้ยงและทะนุบำรุงต้นไม้  ให้เจริญแข็งแรงและสมบูรณ์ มีความต้านทานศัตรูได้ดีอยู่เสมอ  ดีกว่าการใช้ยาป้องกันกำจัดศัตรู   การใช้ยาจึงควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ  และพิจารณาปฏิบัติเมื่อมีความจำเป็นจริงๆล
วิธีการปลูกกล้วยไม้ ในกระเช้าไม้ลูกกล้วยไม้แวนดาที่นำออกจากกระถางเดี่ยว ขนาด ๑ นิ้ว
วางลูกกล้วยไม้ลงตรงกลางกระเช้าไม้สัก ขนาด ๔ นิ้ว
ใส่ถ่านก้อนขนาดพอเหมาะสมลงไปโดยรอบ

องค์ประกอบ กล้วยไม้

ดอกกล้วยไม้มีกลีบดอกอยู่    ชุดๆละ ๓ กลีบ ซ้อนแบบสลับกันอยู่ ๒ ชั้น   ขณะที่ดอกยังตูมอยู่     ชุดหนึ่งจะหุ้มอยู่ภายนอก  เมื่อดอกบาน    กลีบดอกชุดนี้จะรองรับอยู่ด้านหลังของดอก   ในวงการกล้วยไม้นิยมเรียกว่า  กลีบนอก (sepals) ส่วนอีกชุดหนึ่งซึ่งมี ๓ กลีบ เช่นเดียวกัน  แต่ในขณะที่ดอกยังตูมอยู่   จะถูกกลีบนอกห่อหุ้มไว้ภายใน   เมื่อดอกบานจะอยู่ด้านหน้า  เรียกว่า   กลีบใน (petals)ในขณะที่ดอกบานเต็มที่  กลีบนอกกลีบหนึ่งจะชี้หรือตั้งขึ้นด้านบน   เรานิยมเรียกกันว่า  กลีบนอกบน  (dorsal  sepal ก.๑)ส่วนกลีบนอกอีก ๒ กลีบนั้น  ชี้ออกทางด้านข้างหรือเฉียงลงข้างล่าง  มีลักษณะและสีเหมือนกันทั้งคู่   เราจึงเรียกว่า   กลีบนอกคู่ล่าง (lateral sepals ก.๒, ก.๓)  นอกจากดอกกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี ซึ่งมีกลีบนอกคู่ล่างแฝดติดกัน  และชี้ลงด้านใต้ของดอก  ในทางวิชาการพฤกษศาสตร์ เราเรียกกลีบนอกคู่ล่างที่แฝดติดกันนี้ว่า synsepalum (ก.๒-๓)    เราสามารถสรุปได้ว่ากลีบนอกของกล้วยไม้ทั้ง  ๓ กลีบนี้  อาจมีลักษณะและสีสันเหมือนกันทั้งหมดก็ได้   หรือกลีบนอกบนกลีบเดียวที่มีลักษณะและสีสันแตกต่างออกไปแล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้   ส่วนกลีบนอกคู่ล่างทั้งคู่จะต้องมีสีสันและลักษณะเหมือนกันเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ชนิดใดก็ตาม  เราจึงเรียกว่า  กลีบนอกคู่ล่าง ในบรรดากลีบในทั้ง  ๓ กลีบนั้น  เนื่องจากเป็นชุดของกลีบ ซึ่งอยู่สลับกับกลีบนอก   ดังนั้น   จะมีกลีบในคู่หนึ่ง  (ข.๒,ข.๓)ชี้ออกทางด้านข้างของดอก   หรือเฉียงขึ้นข้างบนข้างละกลีบ  กลีบในคู่นี้มีลักษณะและสีสันเหมือนกัน  ถ้ามองดูจากด้านหน้า
ของดอกกล้วยไม้จะรู้สึกว่า   กลีบในแต่ละข้างอยู่ระหว่างกลีบนอกบนกับกลีบนอกที่อยู่ด้านข้าง      อาจมีกล้วยไม้บางชนิดซึ่งมีกลีบในทั้งคู่ชี้ออกมาทางด้านหน้าของดอกด้วย   ส่วนกลีบ ในอีกกลีบหนึ่ง   หรือกลีบที่  ๓ (ข.๑) นั้นชี้ลงด้านล่าง หรือยื่นออกมาทางด้านหน้าของดอกด้วย   กลีบในกลีบนี้มีลักษณะสีสัน และรายละเอียดต่างๆ แตกต่างออกไปจากกลีบในคู่ที่กล่าวมาแล้วโดยสิ้นเชิง   ดังนั้น  ในด้านวิชาการจึงมีชื่อเรียกเฉพาะไว้ว่า labellum   ส่วนคำสามัญนั้นนิยมเรียกกันว่า  lip  ภาษาไทยเรียกว่า  "ปาก" หรือ   "กระเป๋า"  ปากเป็นคำที่นิยมใช้กันมากกว่า  ดังนั้น  เมื่อมีการเรียกส่วนของดอกกล้วยไม้ว่า "ปาก" ในหลักการย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า  คือกลีบในกลีบที่ ๓ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากกลีบอื่นๆ นั่นเอง
    ก. ๑ กลีบนอกบน
    ก. ๒ และ ก. ๓ กลีบนอกคู่ล่าง
    ข. ๑ กลีบในล่าง ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ปากหรือกระเป๋า
    ข. ๒ และ ข. ๓ กลีบใน มี ๑ คู่
             
                                             
                        
                            

การค้นพบกล้วยไม้

 
            แถบที่จะพบกล้วยไม้มากในแต่ละภูมิภาคของโลกคือ    แถบที่มีอากาศร้อนถึงอบอุ่น   ในเขตหนาวก็มีบ้าง  เช่น  ในทวีปยุโร ตอนเหนือ     สำหรับในประเทศไทยนั้น  นับว่าเป็นเขตที่มีสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมแก่การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้มาก   มีกล้วยไม้ป่าชนิดต่างๆไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด  ทั้งชนิดที่เป็นช่อรวมกันหลายๆดอก   และชนิดดอกเดี่ยว  แต่ละชนิดก็จะมีชื่อเรียกต่างๆกันมากมาย เช่น   แวนดา   หวายต่างๆ   เอื้องต่างๆ   เป็นต้น   นอกจากนั้นยังมีผู้ผสมพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมาเรื่อยๆ     กล้วยไม้ในบ้านเมืองของเราจึงเป็นพืชไม้ดอกที่คนนิยมซื้อ   เพื่อให้กันและกันในวาระต่างๆอย่างแพร่หลายในประเทศ  และยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศที่ไม่น้อยหน้าใครอีกด้วย

กล้วยไม้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  "orchid"  น่าแปลกที่ทั้งในภาษา   ไทยและอังกฤษต่างก็มีความหมายใกล้เคียงกัน   เราเรียกพืชชนิดนี้ว่ากล้วยไม้  เพราะมีลักษณะคล้ายกล้วย  ได้แก่  เอื้องต่างๆ   เช่น  เอื้องผึ้งหรือเอื้องคำ   ซึ่ง มีมากในแถบภาคเหนือของประเทศ  ส่วนของกล้วยไม้บางตอนมีลักษณะคล้ายผลกล้วยเราเรียกว่า     ลำลูกกล้วย   คำว่า  "orchid"   นั้นมาจากภาษากรีก หมายความถึง    ลักษณะโป่งเป็นกระเปาะคล้ายต่อม    ชื่อนี้ก็คงจะได้มาจากการพิจารณาจากลำลูกกล้วยที่เป็นส่วนของกล้วยไม้บางชนิดเช่นเดียวกัน แต่ลักษณะพื้นฐานทางพฤกษศาสตร์ที่บรรยายลักษณะพืชในวงศ์กล้วยไม้ ได้ยึดถือรายละเอียดต่างๆของดอกเป็นหลักสำคัญ  พันธุ์ไม้ที่ไม่มีลำลูกกล้วยอีกหลายชนิด  จึงถูกจัดรวมเข้ามาอยู่ในขอบข่ายของพืชในวงศ์กล้วยไม้ด้วย

กล้วยไม้มีสภาวะความเป็นอยู่ตามธรรมชาติแตกต่างกัน  บางชนิดอยู่บนพื้นดิน   บางชนิดอยู่บนต้นไม้   และบางชนิดขึ้นอยู่บนหินที่มีหินผุและใบไม้ผุตกทับถมกันอยู่  ทั้งนี้สุดแล้วแต่ลักษณะและอุปนิสัยของกล้วยไม้แต่ละชนิด  ซึ่งจะปรับตัวตามความเหมาะสมกับสภาวะ  และการเปลี่ยนแปลงตามสภาพต่างๆของธรรมชาติที่แวดล้อม    กล้วยไม้แต่ละชนิดต่างก็มีลักษณะและระบบของรากที่เข้ากับสิ่งที่ไปอาศัยพักพิงอยู่อย่างเหมาะสมที่สุด

กล้วยไม้ชนิดที่ขึ้นอยู่บนดิน     รากจะมีลักษณะเป็นหัวและอวบอิ่มไปด้วยน้ำ    จึงมีศัพท์เฉพาะที่บรรยายลักษณะของรากเช่นนี้ว่า  "อวบน้ำ"  กล้วยไม้  ประเภทนี้มีอยู่หลายสกุล    เช่น   สกุลฮาเบนาเรีย (Habenaria) เพกไทลิส (Pecteilis) และแบรกคีคอไรทิส (Brachycorythis) เราเรียกกล้วยไม้ชนิดนี้ว่า  กล้วยไม้ดิน  ในบ้านเราที่พอจะจัดเข้าประเภทนี้ได้ก็คือ นางอั้ว  นางกรวย   และท้าวคูลู  ซึ่งจะผลิดอก  ในระหว่างกลางถึงปลายฤดูฝนของแต่ละปี   เราอาจจะพบกล้วยไม้ประเภทนี้อีกหลายชนิด ขึ้นอยู่ในภูมิภาคต่างๆของโลกอย่างกว้างขวาง   แม้แต่เขตหนาวเหนือของทวีปยุโรป  เช่น  ตามหมู่เกาะต่างๆ  ในทะเลบอลติก   ซึ่งในฤดูหนาวมีหิมะตกทับถมบนพื้นดินหนามาก   และเป็นเวลานานหลายเดือนด้วย   แต่กล้วยไม้เหล่านี้ก็คงทนอยู่ได้   เนื่องจากมีความสามารถพิเศษในการปรับลักษณะของตัวเองให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ของฤดูกาลที่ปรากฏเป็นประจำในรอบปีได้  กล่าวคือ  เมื่อถึงฤดูที่อากาศหนาวจัดหรือแห้งจัด    ต้นและใบที่อยู่เหนือพื้นดินจะแห้งไป     คงเหลือแต่หัวฝังตัวอยู่ภายใต้ผิวดิน   ครั้นพอถึงฤดูที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม  ก็จะเจริญขึ้นมาเป็นต้นและใบ   เมื่อเจริญเต็มที่  ก็จะผลิดอกและสร้างหัวใหม่  เพื่อเก็บสะสมอาหารไว้ใต้ผิวดินอีก    เมื่อหัวใหม่เจริญเต็มที่     ส่วนต้น   ใบ   และดอกเหนือผิวดินก็จะถึงเวลาแห้งเหี่ยวพอดี  ส่วนหัวจะพักรอเวลาที่อากาศเหมาะสม  ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ดังนี้เรื่อยไปนอกจากกล้วยไม้ดิน  ซึ่งมีหัวเป็นที่สะสมอาหารใต้ดินแล้ว    ยังมีกล้วยไม้ประเภทไม่มีหัว   และชอบขึ้นอยู่บนหินภูเขาที่มีเศษหินผุ     และเศษใบไม้ผุตกทับถมกันอยู่หนาพอสมควร   เป็นกล้วยไม้ในสกุลพาฟิโอเพดิลัม (Paphiopedilum)  หรือที่คนไทยเรียกกันว่า   กล้วยไม้รองเท้านารี  และยังมีบางประเภทซึ่งเกาะอยู่บนคาคบไม้    ซึ่งจะพบได้ในเขตร้อน  เช่น  กล้วยไม้ในสกุลแวนดา  (Vanda)  คัทลียา  (Cattleya)   และสกุลเดนโดรเบียม (Dendrobium) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า สกุลหวาย   กล้วยไม้ประเภทนี้จะมีลักษณะแปลกออกไปคือ   มีรากใหญ่    ยาวและแตกแขนงรากอย่างโปร่งๆ เป็นรากอากาศ   แม้จะเกาะกับต้นไม้ ก็จะมีส่วนที่ยาวและห้อยลงมาในอากาศด้วย  แต่รากกล้วยไม้สกุลคัทลียาและเดนโดรเบียมมีลักษณะค่อนข้างเล็ก   ละเอียด   และหนาแน่น  ไม่โปร่งอย่างแวนดา   บางตำราจึงแยกกล้วยไม้สกุลคัทลียา และเดนโดรเบียมไปไว้ในประเภทกึ่งอากาศ
              กล้วยไม้ที่เกาะอยู่ตามต้นไม้มิใช่กาฝาก   เป็นเพียงอาศัยเกาะ และอาศัยร่มเงาจากกิ่งและใบของต้นไม้เท่านั้น    มิได้แย่งอาหารใดๆจากต้นไม้ที่อาศัยเกาะนั้นเลยรากของกล้วยไม้ได้อาศัยความชื้นจากอากาศ หรือจากเปลือกของต้นไม้  และอาศัยธาตุอาหารต่างๆ  จากการผุและสลายตัวของใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมาค้างอยู่ตาม กิ่งไม้ หรือจากเปลือกชั้นนอกของต้นไม้ที่ผุเปื่อยแล้ว   กล้วยไม้เป็นต้นไม้ที่มีสีเขียว   เช่นเดียวกับต้นไม้ทั่วไป  จึงมีความต้องการแสงสว่าง  น้ำหรือความชื้น  ธาตุอาหาร  และอุณหภูมิที่เหมาะสม   เพื่อการดำรงชีวิต  การเจริญเติบโต    และผลิดอกออกช่อตามเวลาอันสมควร   ไม่แตกต่างไปจากต้นไม้อื่นๆ เล

การผสมพันธุ์ในดอกกล้วยไม้

ดอกกล้วยไม้เป็นดอกไม้สมบูรณ์เพศ   มีอวัยวะเพศตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน   และอยู่บนชิ้นส่วนที่เป็นหลักชิ้น เดียวกันด้วย   ตรงศูนย์กลางด้านหน้าของดอกจะมีชิ้นส่วนนี้ยื่นออกมา  ซึ่งเราเรียกว่า   "เส้าเกสร" (column)  ตรงปลายเส้าเกสรนี้มีลักษณะเป็นโพรงและมีฝาครอบ    หากเปิดฝาครอบออกก็จะได้พบเกสรตัวผู้ (pollinia) อยู่ภายใน  เม็ดเกสรตัวผู้มีจำนวนเป็นคู่ แล้วแต่ชนิดของกล้วยไม้    แต่ละเม็ดประกอบขึ้นจากเกสรตัวผู้จำนวนมากมายประสานเป็นเนื้อเดียวกัน    เม็ดเกสรตัวผู้ของกล้วยไม้บางชนิด     มีก้านซึ่งมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่นได้  บริเวณด้านใต้ของปลายเส้าเกสรนั้น มีลักษณะเป็นแอ่งและมีน้ำซึ่งข้นคล้ายแป้งเปียกอยู่ในแอ่งนี้  เราเรียกว่า "ปลายเกสรตัวเมีย"(stigma) ระหว่างโพรงที่อยู่ของเกสรตัวผู้กับปลายเกสรตัวเมียที่มีเยื่อบางๆ กั้นไว้โคนของเส้าเกสรซึ่งเป็นศูนย์รวมของกลีบทุกกลีบของดอกกล้วยไม้นั้น   เชื่อมโยงเป็นชิ้นเดียวกันกับก้านดอก   (pedicel)ซึ่งอยู่ด้านหลัง  และส่วนของก้านดอกที่อยู่ถัดจากกลีบดอกออกไปทางด้านหลังนี้เองคือ รังไข่ของตัวเมีย  (ovary)  ภายในเป็น โพรงและมีไข่อยู่เป็นจำนวนมาก   ถ้าหากปลายเกสรตัวเมียได้ รับการผสมโดยเม็ดเกสรตัวผู้    และถ้าการผสมเริ่มบังเกิดผล กลีบดอกจะเริ่มเหี่ยว   และก้านดอกส่วนที่อยู่ใกล้กลีบดอก และมีลักษณะเป็นร่องยาวของก้านดอก ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นรังไข่ของ ตัวเมีย  ก็จะขยายตัวเจริญขึ้นเป็นฝักของกล้วยไม้   ถ้าการผสมระหว่างเชื้อตัวผู้และไข่ของตัวเมียภายในรังไข่สมบูรณ์เป็นปกติภายในฝักก็จะมีเมล็ดกล้วยไม้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมายหลาย
 แสนเมล็ด  เมื่อเมล็ดแก่จัด  จะหลุดจากผนังของฝักรวมๆ กันอยู่มีลักษณะเป็นผงละเอียดมาก   หากผนังฝักมีรอยร้าวหรือแตกเมื่อใด   เมล็ดเหล่านี้ก็จะปลิวไปตามกระแสลมได้ฝักกล้วยไม้นับตั้งแต่ผสมเกสรจนถึงฝักสุก  ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ    เดือนไปจนถึงประมาณ  ๒ ปี   สุดแล้วแต่ ชนิดของกล้วยไม้  อาทิเช่น   กล้วยไม้ในสกุลสแพโทกลอตทิส ซึ่งพบขึ้นอยู่ตามโขดหินในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย   และในเขตดินแดนมาเลเซียนั้น  มีอายุฝักประมาณ   ๓๐  วัน กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย (Vanda   coerulaea)   ซึ่งพบ อยู่ตามธรรมชาติในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย  และประเทศใกล้เคียง   มีอายุฝักตั้งแต่เริ่มผสมเกสรจนถึงฝักสุก ประมาณ  ๑๕-๑๘ เดือน   กล้วยไม้สกุลหวายเดนโดรเบียมและสกุลคัทลียา   รวมทั้งแวนดาลูกผสมต่างๆ ที่นิยมผสมและเลี้ยงกันอยู่ในประเทศไทยนั้น   มีอายุฝักตั้งแต่ผสมจนถึงฝักสุกผิดเพี้ยนกันไประหว่าง ๓-๘  เดือน โดยทั่วๆ ไปแล้วในกล้วยไม้สกุลเดียวกัน  ฝักของกล้วยไม้ลูกผสมจะมีอายุสั้นกว่ากล้วยไม้ป่าหรือกล้วยไม้พันธุ์แท้      ความผิดเพี้ยนของสภาพแวดล้อมที่กล้วยไม้ขึ้นอยู่    ก็มีส่วนทำให้อายุของฝักกล้วยไม้แปรเปลี่ยนไปได้พอสมควรเช่นกัน
แม้ว่ากล้วยไม้จะเป็นพันธุ์ไม้ประเภทเดียวกันกับพืชจำพวกข้าวและหญ้าก็ตาม  แต่เมล็ดกล้วยไม้ก็มีองค์ประกอบหลักที่ไม่เหมือนกับพืชเหล่านั้น    เมล็ดพืชทั่วๆไปจะมีองค์-ประกอบหลักอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันคือ   เปลือกเมล็ด   เชื้อที่จะงอกและเจริญขึ้นมาเป็นต้นอ่อน  และอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อ ในขณะที่กำลังงอกและยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้  แต่เมล็ดกล้วยไม้มีเพียง    ส่วนเท่านั้นคือ  เปลือกเมล็ดกับเชื้อที่จะงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน     ดังนั้น  เมล็ดกล้วยไม้จึงไม่สามารถจะงอกได้ด้วยตัวเอง  แม้ว่าจะมีสภาพแวดล้อมต่างๆเหมาะสมก็ตาม
จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเชื้อราจำพวกหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกรวมๆว่า "ไมคอไรซา" (Mycorhiza) ช่วยให้อาหารแก่เชื้อ   และเมื่อต้นกล้วยไม้เจริญเลี้ยงตัวเองได้แล้ว   เชื้อราประเภทนี้จะอาศัยดำรงชีวิตอยู่ภายในผิวของรากกล้วยไม้ต่อไป   ดังนั้นเราจึงพบว่า    เมล็ดกล้วยไม้ที่งอกในป่าตามธรรมชาติจะกระ-จายอยู่ไม่ไกลจากต้นเดิมมากนัก   บางครั้งก็พบงอกอยู่ใกล้ๆผิวของรากกล้วยไม้ใหญ่    เชื้อราประเภทนี้มีอยู่หลายชนิดด้วยกันบางชนิดก็มีความเหมาะสมกับกล้วยไม้บางกลุ่มบางพวกเท่านั้นดังนั้น  ในการเล่นกล้วยไม้สมัยก่อนๆ ขณะที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ เจริญมากนัก  ผู้สนใจกล้วยไม้ในสมัยนั้นได้ใช้วิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้โดยเลียนแบบธรรมชาติ  คือ นำเมล็ดกล้วยไม้ที่แก่แล้วซึ่งมีลักษณะเป็นผงละเอียดไปหว่านลงบริเวณใกล้โคนต้นแม่พันธุ์      และเนื่องจากเมล็ดกล้วยไม้ที่ได้จากฝักหนึ่งๆ มีเป็น จำนวนแสนเมล็ด      แม้จะได้รับอันตรายไปมากพอสมควร ก็ยังมีบางส่วนที่งอกเป็นต้นขึ้นมาได้      ชีวิตที่พึ่งพาอาศัย ธรรมชาติซึ่งกันและกันในธรรมชาติ  เช่น  กล้วยไม้กับเชื้อรานี้ ภาษาวิชาการเรียกว่า "ซิมไบโอซิส" (symbiosis)เมื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญขึ้น    มนุษย์ จึงได้เรียนรู้วิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้โดยมิต้องอาศัยเชื้อราอีกต่อไปได้มี นักพฤษศาสตร์ชาวยุโรปและอเมริกันประกาศความสำเร็จในการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ใน ขวดแก้ว   โดยใช้วุ้นเป็นพื้นและผสมธาตุอาหารต่างๆ ที่เมล็ดกล้วยไม้ต้องการ  เพื่อการงอกและเจริญเติบโตในระยะหนึ่ง  พร้อม ทั้งปรับสภาวะความเป็นกรดของวุ้นอาหารให้เหมาะสมกับการที่เมล็ดและต้นอ่อน ของกล้วยไม้นั้นจสามารถใช้อาหารให้เกิดประโยชน์มากที่สุดการเตรียมวุ้นอาหาร จำเป็นต้องอยู่ในสภาวะปลอดจากเชื้ออื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อจุลินทรีย์ที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าซึ่งปะปนอยู่ในบรรยากาศ   และสิ่งต่างๆทั่วๆไป   มิฉะนั้นแล้วเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็วในวุ้นอาหารของกล้วยไม้ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการงอกของเมล็ดอย่างร้ายแรง
 
การเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในขวดแก้วปลอดเชื้อ
                             
 ลูกกล้วยไม้ที่นำออกจากขวดลงปลูกในกระถางหม  
   
       ู่    ลูกกล้วยไม้ที่แยกจากกระถางหมู่ลงปลูกในกระถางเดี่ยว ขนาด ๑ นิ้ว